อาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational crime - TC) ยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามความมั่นคงนอกรูปแบบที่ฝังรากลึกที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งครอบคลุมทั้งการค้ามนุษย์ การลักลอบค้ายาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และการก่อการร้าย แม้ว่าอาเซียนจะมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการประสานงานเชิงนโยบายและสร้างกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่การนำไปปฏิบัติในระดับปฏิบัติการยังคงไม่สม่ำเสมอ งานวิจัยชิ้นนี้ได้วิเคราะห์และประเมินความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงสถาบันที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า
วัตถุประสงค์การวิจัย
- เพื่อประเมินกรอบนโยบายและกรอบปฏิบัติการของอาเซียนในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ
- เพื่อตรวจสอบว่าการที่อาเซียนกำหนดให้อาชญากรรมข้ามชาติเป็นประเด็นความมั่นคง (securitisation) นำไปสู่ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพเพียงใด
- เพื่อระบุอุปสรรคเชิงสถาบัน กฎหมาย และการเมือง ต่อการตอบสนองต่ออาชญากรรมในระดับภูมิภาคอย่างมีแบบแผนของอาเซียน
ระเบียบวิธีวิจัย
- การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพจากปฏิญญาของอาเซียน รายงานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส/รัฐมนตรีอาเซียนที่เกี่ยวข้อง (SOMTC/AMMTC) และรายงานกรณีศึกษาอย่างเป็นทางการของ UNODC/Interpol
- กรณีศึกษาปฏิบัติการข้ามพรมแดน 2 กรณี: ปฏิบัติการมหาริกา 3 (Operation Maharlika III) ด้านการค้ามนุษย์ และปฏิบัติการแฮชิ 1 (Operation HAECHI-I) ด้านอาชญากรรมไซเบอร์
- การวิเคราะห์นโยบายโดยใช้กรอบทฤษฎีการทำให้เป็นประเด็นความมั่นคง (securitisation) และธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค
ข้อค้นพบสำคัญ
- การทำให้เป็นประเด็นความมั่นคงและพันธกรณี: อาเซียนประสบความสำเร็จในการวางกรอบให้อาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับภูมิภาค นำไปสู่พันธกรณีเชิงสถาบัน เช่น อนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ (ACTIP) และแผนปฏิบัติการโบฮอล อย่างไรก็ตาม การทำให้เป็นประเด็นความมั่นคงไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การตอบสนองทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ปฏิบัติได้จริงหรือสอดคล้องกันเสมอไป
- ความสำเร็จในระดับปฏิบัติการ: ปฏิบัติการอย่างมหาริกา 3 และแฮชิ 1 ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการลาดตระเวนร่วม การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน และความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอก
- ความกระจัดกระจายของขีดความสามารถ: ความเหลื่อมล้ำด้านขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และเจตจำนงทางการเมืองระหว่างประเทศสมาชิก เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานที่เป็นเอกภาพ ประเทศที่มีรายได้สูงไม่เต็มใจที่จะแบกรับต้นทุนของรัฐที่มีขีดความสามารถต่ำกว่า
- ช่องว่างทางกฎหมายและสถาบัน: การไม่มีฐานข้อมูลข่าวกรองอาชญากรรมระดับภูมิภาค กรอบความช่วยเหลือทางกฎหมายต่างตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกัน และระเบียบปฏิบัติในการแบ่งปันข้อมูลที่ล่าช้า บั่นทอนความพยายามในการปฏิบัติการข้ามพรมแดน
- ข้อจำกัดจากบรรทัดฐานของอาเซียน: หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในและหลักฉันทามติทำลายความเข้มแข็งของกลไกการบังคับใช้กฎหมาย โดยรัฐสมาชิกมักให้ความสำคัญกับอธิปไตยมากกว่าการแทรกแซง แม้ในกรณีที่มีผลกระทบข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาค
ข้อเสนอแนะ
- พัฒนาฐานข้อมูลข่าวกรองอาชญากรรมและข้อมูลการเข้าเมืองระดับภูมิภาค เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนข้ามชาติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- จัดลำดับความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถสำหรับประเทศสมาชิกที่มีทรัพยากรน้อย ผ่านกลไกการฝึกอบรมร่วมและการจัดหาทุน
- เสริมสร้างความเข้มแข็งของศูนย์ปฏิบัติการอาชญากรรมไซเบอร์แห่งอาเซียน (ASEAN Cybercrime Operations Desk) และศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศ (CERTs) ในภูมิภาค เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
- ก้าวข้ามเพียงการทำให้เป็นประเด็นความมั่นคง โดยฝังแนวทางการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติไว้ในระบบยุติธรรมและระบบราชทัณฑ์ของอาเซียน
• • ทบทวนหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในในกรณีที่อาชญากรรมข้ามพรมแดนต้องการการตอบสนองพหุภาคีที่เด็ดขาด
เอกสารอ้างอิง
Sundram, P. (2024). ASEAN cooperation to combat transnational crime: progress, perils, and prospects. Frontiers in Political Science, 6, Article 1304828. https://doi.org/10.3389/fpos.2024.1304828




