Scam City : การประยุกต์องค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อการจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สิงหาคม 21, 2025

ในเวที อว. Fair 2025 รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “การประยุกต์องค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์” โดยอธิบายถึงธรรมชาติของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ แนวโน้มใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังกลายเป็นทั้งเครื่องมือของอาชญากรและของฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบอัตราอาชญากรรมระหว่างประเทศ เขากล่าวว่า ประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมต่ำที่สุดของโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ล้วนมีปัจจัยร่วมคือการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและการลงโทษที่จริงจัง โดยเฉพาะเดนมาร์ก นอร์เวย์ และญี่ปุ่นที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดที่สุดในโลก ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 89 ของโลก สะท้อนถึงความท้าทายด้านคุณภาพของระบบยุติธรรมไทย และย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการลงโทษที่เด็ดขาดคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถิติอาชญากรรมโดยตรง

จากนั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ได้อธิบายถึงธรรมชาติของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า เป็นกิจกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในการก่ออาชญากรรม หรือเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ โดยสามารถเชื่อมโยงกับทั้งอาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมข้ามชาติ การเข้าใจโครงสร้างและรูปแบบของขบวนการจึงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนามาตรการป้องกันและการตอบสนองที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ในส่วนของแนวโน้มใหม่ (Emerging Trends) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ เน้นว่า ปัจจุบันขบวนการคอลเซ็นเตอร์กำลังปรับตัวไปสู่การกระทำที่ซับซ้อนมากขึ้น อาชญากรเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการโจมตี เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อเพื่อออกแบบวิธีการหลอกลวงให้แนบเนียนยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างข้อความและเนื้อหาที่สมจริงจนผู้รับสารตรวจสอบได้ยาก เขาย้ำว่าการป้องกันที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมาพร้อมกับการสร้างความตระหนักรู้ของสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนากฎหมายและเทคโนโลยี

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวต่อว่า จุดตัดระหว่าง AI และคอลเซ็นเตอร์คือความท้าทายที่สำคัญในยุคดิจิทัล เพราะ AI ไม่เพียงช่วยให้อาชญากรได้ผลประโยชน์ทางการเงินมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ฝ่ายสืบสวนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน AI จึงมีสองด้านที่ต้องจับตามอง ด้านหนึ่งคือการเพิ่มขีดความสามารถของอาชญากร อีกด้านหนึ่งคือการเพิ่มขีดความสามารถของตำรวจและหน่วยงานยุติธรรม เช่น การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล การจดจำรูปแบบ และการพยากรณ์พฤติกรรมเพื่อจัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ
ในประเด็น AI-powered Criminal Activities รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า อาชญากรเริ่มใช้งาน AI ตั้งแต่การปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ก่ออาชญากรรม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี Deepfake ที่สามารถปลอมใบหน้าและเสียงของบุคคลอื่นได้อย่างแนบเนียน เช่น การปลอมเป็นตำรวจผ่านวิดีโอคอลเพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับวิธีการของขบวนการ และบังคับให้ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายต้องพัฒนากลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อตามให้ทันในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยังอธิบายถึง บทบาทของเทคโนโลยีในอาชญากรรม โดยชี้ว่า เทคโนโลยีเป็นทั้ง “เครื่องมือของอาชญากร” และ “อาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐ” การพัฒนาในด้านการสื่อสาร การเข้ารหัส และความเป็นนิรนาม ทำให้การติดตามผู้กระทำผิดซับซ้อนยิ่งขึ้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจึงจำเป็นต้องปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นฝ่ายตามหลังอาชญากร นอกจากนี้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยังยกตัวอย่างมาตรการในต่างประเทศ โดยกล่าวถึง เกาหลีใต้ ที่เพิ่งเปิดตัว ศูนย์สืบสวนร่วมสำหรับอาชญากรรมคริปโทเคอร์เรนซี (Joint Investigation Centre for Crypto Crimes) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และบล็อกเชนกว่า 30 คน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านตุลาการ การเงิน ภาษี และศุลกากร มาร่วมกันสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับสกุลเงินดิจิทัลที่ขยายตัวรวดเร็ว เขามองว่านี่คือตัวอย่างของการสร้างกลไกเชิงบูรณาการที่ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนสามารถนำมาปรับใช้ได้
สุดท้าย รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวสรุปว่า การบรรจบกันของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์กับเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นความท้าทายที่รุนแรงในปัจจุบัน การเข้าใจธรรมชาติของอาชญากรรมรูปแบบนี้ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและ AI ทั้งในการก่ออาชญากรรมและในการสืบสวน จะช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายสามารถออกแบบมาตรการที่ลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพได้