ไขคดีค้างเก่าด้วยการตามหาญาติของคนร้าย เทคนิคที่ไม่ต้องมีดีเอ็นเอของคนร้ายอยู่ในฐานข้อมูล
วิธีใช้ดีเอ็นเอไขคดีที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ เก็บดีเอ็นเอจากที่เกิดเหตุ แล้วนำไปเทียบกับฐานข้อมูลดีเอ็นเอของผู้ต้องหาที่ตำรวจเก็บไว้ ถ้าเจอตรงกันก็ได้ตัว
ปัญหาคือถ้าคนร้ายไม่เคยถูกจับมาก่อน ดีเอ็นเอของเขาก็ไม่เคยอยู่ในฐานข้อมูลนั้น การเทียบจึงตันตั้งแต่ต้น และนี่คือเหตุผลที่คดีจำนวนมากค้างอยู่หลายสิบปี
วิธีที่เรียกว่าการสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมเพื่องานนิติวิทยาศาสตร์ หรือ forensic genetic genealogy พลิกวิธีคิดนี้ทั้งหมด แทนที่จะตามหาตัวคนร้ายในฐานข้อมูล มันไปตามหาญาติของคนร้ายแทน
"ต่อให้คนร้ายไม่เคยส่งดีเอ็นเอไปไหน แต่ญาติห่าง ๆ ของเขาบางคนอาจเคยส่ง"
เมื่อเจอว่าดีเอ็นเอจากที่เกิดเหตุมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับใครบ้าง ผู้สืบสวนก็สร้างผังเครือญาติขึ้นมา แล้วค่อย ๆ ตัดคนที่เป็นไปไม่ได้ออกด้วยข้อมูลอื่น เช่นเพศ อายุ และพื้นที่ที่อยู่อาศัยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จนเหลือคนที่เข้าเค้าไม่กี่คน
นับจากนี้ไปในบทความ จะเรียกวิธีนี้สั้น ๆ ว่าการสืบเชื้อสายทางพันธุกรรม
ขั้นตอนจริงเป็นอย่างไร
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์ ภายใต้สถาบันยุติธรรมแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา อธิบายขั้นตอนไว้ดังนี้
ขั้นแรก ต้องเทียบกับฐานข้อมูลของตำรวจก่อนเสมอ เอกสารระบุว่าการค้นดีเอ็นเอในระบบ CODIS ของสำนักงานสอบสวนกลางคือก้าวแรกที่สำคัญในการหาเบาะแส แต่การค้นนั้นอาจไม่ให้ผลที่เป็นประโยชน์เสมอไป
ขั้นที่สอง เมื่อค้นแล้วไม่พบ ผู้ให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์จึงหันมาใช้การสืบเชื้อสายทางพันธุกรรม โดยต้องสร้างข้อมูลดีเอ็นเอแบบใหม่ที่เรียกว่าโปรไฟล์ SNP ซึ่งละเอียดกว่าที่ใช้ในงานนิติวิทยาศาสตร์ทั่วไปมาก
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เอกสารระบุว่าห้องปฏิบัติการจำนวนมากยังไม่มีศักยภาพสร้างโปรไฟล์แบบนี้เอง กระทรวงยุติธรรมสหรัฐจึงออกนโยบายที่ระบุว่าสามารถใช้ผู้ให้บริการภายนอกมาสร้างโปรไฟล์และช่วยวิเคราะห์เชื้อสายได้
ขั้นที่สาม นำโปรไฟล์นั้นไปอัปโหลดเข้าฐานข้อมูลพันธุกรรมเฉพาะที่เปิดให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายใช้ได้ เพื่อเทียบกับโปรไฟล์ของผู้ที่ยินยอมให้ใช้ข้อมูลของตน ความคล้ายคลึงที่พบจะช่วยให้ระบุได้ว่าใครเป็นญาติกับเจ้าของตัวอย่าง ซึ่งกลายเป็นเบาะแสให้สืบต่อ
ขั้นสุดท้ายสำคัญที่สุด เอกสารระบุว่าเบาะแสที่ได้ต้องได้รับการยืนยันด้วยการตรวจ STR เพิ่มเติม ซึ่งเป็นวิธีตรวจดีเอ็นเอแบบมาตรฐานที่ใช้ในชั้นศาล พูดง่าย ๆ คือ การสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมทำได้แค่ชี้เป้า ส่วนการยืนยันตัวบุคคลยังต้องใช้วิธีเดิม
ที่มา: https://www.ojp.gov/pdffiles1/nij/grants/305203.pdf
กติกาที่กำกับการสืบเชื้อสายทางพันธุกรรม

การสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมเป็นเครื่องมือที่มีพลังสูง จึงมาพร้อมกติกาที่เข้มงวด กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาออกเอกสารชื่อ นโยบายชั่วคราวว่าด้วยการวิเคราะห์และการสืบค้นดีเอ็นเอเชิงเชื้อสายทางพันธุกรรมเพื่องานนิติวิทยาศาสตร์ อนุมัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 2019 และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 สาระสำคัญมีดังนี้
ข้อแรก ข้อมูลที่ได้ห้ามเข้าฐานข้อมูลตำรวจ นโยบายระบุว่าข้อมูลที่ได้จากการสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมไม่ได้และไม่สามารถถูกอัปโหลด ค้นหา หรือจัดเก็บไว้ในดัชนีดีเอ็นเอของ CODIS ใด ๆ ได้
ข้อที่สอง ใช้ได้กับคดีบางประเภทเท่านั้น นโยบายกำหนดให้ใช้ได้เมื่อเป็นคดีอาชญากรรมรุนแรงที่ยังไขไม่ได้ และตัวอย่างที่มีนั้นเชื่อว่าเป็นของผู้ก่อเหตุ หรือเมื่อเป็นกรณีที่เชื่อได้ว่าเป็นศพนิรนามของผู้เสียหายที่ต้องสงสัยว่าถูกฆาตกรรม โดยนิยามคำว่าอาชญากรรมรุนแรงไว้ว่าหมายถึงคดีฆาตกรรมหรือคดีทางเพศ
ข้อที่สาม ต้องค้นในฐานข้อมูลตำรวจจนแน่ชัดว่าไม่พบเสียก่อน นโยบายกำหนดว่าก่อนจะใช้วิธีนี้ได้ โปรไฟล์จากที่เกิดเหตุต้องถูกอัปโหลดเข้า CODIS แล้ว และการค้นในระบบต้องไม่ให้ผลที่เป็นประโยชน์และได้รับการยืนยัน
ข้อที่สี่ ต้องแสดงตัวและเลือกฐานข้อมูลให้ถูก นโยบายกำหนดให้หน่วยงานต้องแสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และให้ค้นได้เฉพาะในบริการที่แจ้งผู้ใช้และสาธารณะไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเจ้าหน้าที่อาจใช้บริการนั้นเพื่อสืบสวนคดีหรือระบุตัวศพนิรนาม
ข้อที่ห้า ห้ามจับกุมโดยอาศัยผลจากการสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว นโยบายระบุว่าห้ามจับกุมผู้ต้องสงสัยโดยอาศัยเพียงความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมที่ได้จากบริการสืบเชื้อสาย และหากพบตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว ต้องตรวจ STR และนำโปรไฟล์นั้นไปเทียบตรงกับโปรไฟล์จากที่เกิดเหตุที่เคยอัปโหลดเข้า CODIS ไว้
ข้อที่หก ต้องขอความยินยอมจากบุคคลที่สาม นโยบายกำหนดให้หน่วยงานต้องขอความยินยอมโดยได้รับข้อมูลครบถ้วนจากบุคคลที่สาม ก่อนจะเก็บตัวอย่างอ้างอิงมาใช้ เว้นแต่จะสรุปได้ว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าการขอเช่นนั้นจะกระทบต่อความสมบูรณ์ของการสืบสวน
ข้อสุดท้ายนี้ชี้ไปที่ประเด็นจริยธรรมที่ใหญ่ที่สุดของวิธีนี้ นั่นคือคนที่ถูกดึงเข้ามาอยู่ในผังเครือญาติส่วนใหญ่ไม่เคยยินยอมอะไรเลย พวกเขาเป็นเพียงญาติของคนที่เคยส่งดีเอ็นเอไปตรวจเชื้อสายเพราะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษมาจากไหน
ที่มา: https://www.justice.gov/olp/page/file/1204386/dl
สถานะของประเทศไทย
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science and Technology Asia เมื่อ ค.ศ. 2025 ซึ่งมีนักวิจัยจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ร่วมเป็นผู้เขียน อธิบายสถานะของประเทศไทยไว้ตรงไปตรงมา
รายงานระบุว่า แม้ประเทศไทยยังไม่ได้จัดตั้งฐานข้อมูลดีเอ็นเอแห่งชาติ แต่ระบบยุติธรรมทางอาญาก็ได้ใช้หลักฐานดีเอ็นเอในคดีสำคัญหลายคดีได้อย่างประสบความสำเร็จ
อุปสรรคสำคัญที่ระบุไว้คือ การไม่มีกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลดีเอ็นเอแห่งชาติ และการไม่มีหน่วยงานกลางสำหรับการเก็บข้อมูลชีวมิติด้านดีเอ็นเอ ส่งผลให้การบริหารจัดการฐานข้อมูลดีเอ็นเอกระจัดกระจาย และขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
รายงานยังระบุถึงปัญหาด้านการคุ้มครองสิทธิด้วย โดยชี้ว่าการเก็บรักษาข้อมูลดีเอ็นเอเป็นการเก็บรายคดีตามระเบียบของหน่วยงาน แต่ขาดมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายเรื่องการเก็บ การจัดเก็บ และการลบข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ผู้บริสุทธิ์ถูกปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ต้องสงสัยไปตลอดชีวิต และเป็นการละเมิดสิทธิและความเป็นส่วนตัวของบุคคล
ในด้านความเคลื่อนไหว รายงานระบุว่าประเทศไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ซอฟต์แวร์ระบบ CODIS และระบุว่าไทยจำเป็นต้องแก้ไขระเบียบเกี่ยวกับอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา เพื่อจัดตั้งฐานข้อมูลดีเอ็นเอแห่งชาติต่อไป
ที่มา: https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/SciTechAsia/article/view/255916
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
ข้อแรก การถกเถียงเรื่องการสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมยังไม่ใช่โจทย์เฉพาะหน้าของไทย เพราะโครงสร้างพื้นฐานขั้นก่อนหน้านั้น คือฐานข้อมูลดีเอ็นเอแห่งชาติ ยังไม่มีกฎหมายรองรับให้จัดตั้ง
ข้อที่สอง ลำดับการทำงานมีความหมาย นโยบายของสหรัฐกำหนดให้ต้องค้นฐานข้อมูลตำรวจก่อน แล้วจึงใช้การสืบเชื้อสายทางพันธุกรรมเมื่อค้นไม่พบ ลำดับนี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อฐานข้อมูลตำรวจมีอยู่จริงและครอบคลุมพอ
ข้อที่สาม การมีฐานข้อมูลไม่ได้แปลว่าปลอดภัยโดยอัตโนมัติ รายงานของไทยเองชี้ว่าปัญหาปัจจุบันไม่ใช่แค่การไม่มีฐานข้อมูลกลาง แต่รวมถึงการไม่มีกฎเกณฑ์เรื่องการเก็บ การรักษา และการลบข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องออกแบบไปพร้อมกัน ไม่ใช่ค่อยมาคิดทีหลัง
ข้อที่สี่ บทเรียนจากกติกาของสหรัฐใช้ได้ทันทีแม้ยังไม่มีเทคโนโลยี นั่นคือการกำหนดล่วงหน้าว่าวิธีการใดใช้กับคดีประเภทใดได้บ้าง ต้องผ่านขั้นตอนใดมาก่อน และห้ามใช้ผลจากวิธีการนั้นเพียงลำพังในการจับกุม การเขียนกติกาไว้ก่อนที่เครื่องมือจะมาถึง ง่ายกว่าการไล่เขียนตามหลังมาก
ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเกี่ยวข้องโดยตรง เมื่อใครคนหนึ่งส่งตัวอย่างไปตรวจเชื้อสายเพราะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษมาจากไหน สิ่งที่เขาให้ไปไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลของตัวเอง แต่เป็นข้อมูลที่บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับญาติทุกคนที่เชื่อมโยงกับเขาด้วย นี่คือความจริงของข้อมูลพันธุกรรมที่ทำให้มันต่างจากข้อมูลส่วนบุคคลชนิดอื่นทั้งหมด
อ้างอิง
Forensic Technology Center of Excellence. (2022). An introduction to forensic genetic genealogy technology for forensic science service providers. National Institute of Justice, Office of Investigative and Forensic Sciences. https://www.ojp.gov/pdffiles1/nij/grants/305203.pdf
U.S. Department of Justice. (2019). Interim policy: Forensic genetic genealogical DNA analysis and searching. https://www.justice.gov/olp/page/file/1204386/dl
Worasuwannarak, W., et al. (2025). DNA database and forensic DNA analysis in Thailand. Science and Technology Asia, 30(2). https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/SciTechAsia/article/view/255916
ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com
ติดต่อ info@crimesci.com
#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly
#วิทยาการอาชญากรรม #ดีเอ็นเอ #นิติวิทยาศาสตร์ #ForensicGeneticGenealogy







