ตรวจยาเสพติดจากน้ำลายข้างถนน ผลบวกแปลว่าอะไร และไม่ได้แปลว่าอะไร
เครื่องเป่าแอลกอฮอล์บอกเป็นตัวเลขได้ว่าตอนนี้มีแอลกอฮอล์ในลมหายใจเท่าไร ตัวเลขนั้นสัมพันธ์กับระดับความมึนเมาพอสมควร กฎหมายจึงขีดเส้นแบ่งเป็นตัวเลขได้
ชุดตรวจยาเสพติดจากน้ำลายข้างถนนทำงานคนละแบบ มันไม่ได้เป็นมาตรวัด แต่เป็นสวิตช์ที่บอกแค่ว่าเจอหรือไม่เจอ
วิธีตรวจคือใช้แผ่นเก็บตัวอย่างป้ายที่ลิ้น แล้วอ่านผลด้วยเทคนิคที่อาศัยปฏิกิริยาของแอนติบอดี ซึ่งจะขึ้นผลบวกเมื่อพบสารเกินระดับที่ตั้งไว้ ไม่ได้บอกว่ามีปริมาณเท่าไร และไม่ได้บอกว่าเสพมานานแค่ไหน
"ผลบวกบอกว่าเพิ่งเสพมา ไม่ได้บอกว่ามีสารในเลือดถึงระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่"
ห้องปฏิบัติการนิติพิษวิทยาแห่งชาติของนอร์เวย์สรุปเรื่องนี้ไว้ตรงตัวว่า การตรวจคัดกรองยาเสพติดจากน้ำลายเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าสำหรับการระบุการเสพยาในช่วงที่ผ่านมาไม่นาน แต่เหมาะน้อยกว่าสำหรับการตรวจหาผู้ขับขี่ที่มีความเข้มข้นของสารในเลือดเกินระดับที่กฎหมายกำหนด
ความต่างตรงนี้สำคัญ เพราะกฎหมายของแต่ละประเทศไม่ได้ถามคำถามเดียวกัน บางประเทศถามว่ามีสารในเลือดเกินระดับที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งเป็นการวัดปริมาณแบบเดียวกับแอลกอฮอล์ ส่วนกฎหมายไทยถามอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้า
ที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12716461/
ตัวเลขจากการใช้งานจริงในนอร์เวย์
ปี ค.ศ. 2023 ตำรวจนอร์เวย์ใช้ชุดตรวจ DrugWipe 6S กับผู้ขับขี่ที่ต้องสงสัยว่าขับรถขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยา 355 ราย โดยหลังตรวจข้างถนนแล้วนำตัวไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือด แล้วส่งทั้งชุดตรวจและเลือดไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ
ผลที่ได้เป็นแบบนี้ ในบรรดาผลบวกจากชุดตรวจข้างถนน มีสัดส่วนที่ตรวจเลือดแล้วไม่ยืนยันตามถึงร้อยละ 82 สำหรับกลุ่มโอปิออยด์ และร้อยละ 75 สำหรับโคเคน ส่วนกลุ่มแอมเฟตามีน กัญชา และเบนโซไดอะซีปีน อยู่ที่ราวร้อยละ 19 ถึง 20
อีกด้านหนึ่ง ในบรรดาผลลบจากชุดตรวจ มีสัดส่วนที่ตรวจเลือดแล้วกลับพบสารราวร้อยละ 13 ถึง 14 สำหรับกัญชาและเบนโซไดอะซีปีน และต่ำกว่าร้อยละ 3 สำหรับสารกลุ่มอื่น
สาเหตุหนึ่งของผลบวกที่ไม่ได้รับการยืนยันคือปฏิกิริยาข้ามกับสารอื่นที่มีโครงสร้างคล้ายกัน หรือแม้แต่สารที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ผู้วิจัยระบุว่าผลบวกที่ไม่ยืนยันในกลุ่มโอปิออยด์จำนวนมากน่าจะเกิดจากปฏิกิริยาข้ามกับสารในยาเส้นชนิดอม
จุดที่ต้องพูดให้ชัดคือ ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่ค่าความไวหรือความจำเพาะของเครื่อง แต่เป็นสัดส่วนของผลที่ยืนยันไม่ได้เมื่อเทียบกับเลือด ผู้วิจัยเองเตือนไว้ว่าค่าความไวและความจำเพาะที่คำนวณจากข้อมูลชุดนี้มีข้อจำกัดในตัวมันเอง จึงนำไปไว้ในตารางเสริมแทนที่จะใส่ในเนื้อรายงานหลัก
ที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12716461/
แล้วในสภาพที่ควบคุมได้ล่ะ

ตัวเลขจากถนนจริงในนอร์เวย์ดูไม่สวย แต่ต้องอ่านคู่กับงานที่ทดสอบในสภาพที่ควบคุมได้ ซึ่งให้ผลดีกว่ามาก
งานของสถาบันแห่งชาติด้านการใช้ยาเสพติดในทางที่ผิดของสหรัฐอเมริกา ทดสอบเครื่อง Dräger DrugTest 5000 กับการตรวจหาสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ที่ระดับตัดสินของเครื่องที่ 5 ไมโครกรัมต่อลิตร
เมื่อใช้ระดับตัดสินของการตรวจยืนยันที่ 2 ไมโครกรัมต่อลิตร ได้ค่าความไวในการวินิจฉัยร้อยละ 90.7 ค่าความจำเพาะในการวินิจฉัยร้อยละ 75.0 และค่าประสิทธิภาพโดยรวมร้อยละ 87.9
ตัวเลขจะขยับเมื่อเปลี่ยนระดับตัดสิน คือที่ 1 ไมโครกรัมต่อลิตร ได้ร้อยละ 87.7 ร้อยละ 77.8 และร้อยละ 86.4 ตามลำดับ ส่วนที่ 0.5 ไมโครกรัมต่อลิตร ได้ร้อยละ 86.2 ร้อยละ 75.0 และร้อยละ 84.8
สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้บอกคือ ประสิทธิภาพของชุดตรวจไม่ใช่ค่าเดียวตายตัว แต่ขยับตามชนิดของสาร ตามยี่ห้อเครื่อง และตามระดับตัดสินที่เลือกใช้ ใครก็ตามที่บอกว่าชุดตรวจน้ำลายแม่นกี่เปอร์เซ็นต์ด้วยตัวเลขเดียว กำลังละเลยตัวแปรทั้งสามอย่างนี้
ที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3846692/
กฎหมายไทยถามคนละคำถาม
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือประเทศไทยไม่ได้ใช้การตรวจจากน้ำลายกับผู้ขับขี่ กฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก กำหนดวิธีการไว้ชัดเจนว่าให้ตรวจจากปัสสาวะ
กฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ครอบคลุมการตรวจสอบผู้ขับขี่รถบางประเภทตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด
สิ่งที่ควรอ่านให้ละเอียดคือถ้อยคำที่ระบุว่า ตรวจสอบว่าผู้ขับขี่ได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เฉพาะแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีนหรือไม่
คำสำคัญคือคำว่าเสพ กฎหมายไทยถามว่าเสพมาหรือไม่ ไม่ได้ถามว่ามีสารในเลือดถึงระดับใด และไม่ได้ถามว่าความสามารถในการขับขี่ลดลงเท่าไร นี่คือคนละคำถามกับที่กฎหมายนอร์เวย์ถาม
โครงสร้างของการตรวจแบ่งเป็นสองขั้น ขั้นแรกคือการตรวจสอบเบื้องต้น ใช้วิธีทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสี หรือการทดสอบปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันวิทยา ขั้นที่สองคือการตรวจยืนยันผล ใช้วิธีแยกสารผสมออกจากกัน ซึ่งให้ผลแน่นอนกว่ามาก โครงสร้างสองขั้นนี้เองที่ทำให้ระบบน่าเชื่อถือ เพราะผลจากการตรวจเบื้องต้นไม่ถูกใช้เป็นข้อยุติในตัวมันเอง
ที่มา: https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/laws/laws_03_08.pdf
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
เมื่อวางสองเรื่องนี้ทาบกัน จะเห็นข้อสรุปที่หลายคนคาดไม่ถึง
ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดของชุดตรวจน้ำลายในสายตาของนอร์เวย์ คือมันบอกได้แค่ว่าเพิ่งเสพมา ไม่ได้บอกว่ามีสารในเลือดถึงระดับที่กฎหมายกำหนด แต่ข้อจำกัดข้อนี้แทบไม่เป็นปัญหาสำหรับกฎหมายไทย เพราะกฎหมายไทยถามแค่ว่าเสพมาหรือไม่ตั้งแต่แรก คำถามที่ชุดตรวจตอบได้จึงตรงกับคำถามที่กฎหมายไทยถามพอดี
ปัญหาที่เหลือของไทยจึงเป็นเรื่องความแม่นยำล้วน ๆ และตัวเลขจากนอร์เวย์บอกว่าปัญหานี้ใหญ่จริง เพราะผลบวกที่ยืนยันไม่ได้สูงถึงร้อยละ 82 ในกลุ่มโอปิออยด์ และร้อยละ 75 ในโคเคน
สิ่งที่ควรตั้งเป็นเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าจึงมีสามข้อ ข้อแรก ถ้าจะนำการตรวจจากน้ำลายมาใช้ ต้องคงโครงสร้างสองขั้นที่กฎหมายไทยมีอยู่แล้วไว้ให้ครบ คือผลข้างถนนเป็นเพียงการคัดกรอง และต้องยืนยันด้วยวิธีที่แม่นยำกว่าก่อนดำเนินคดี
ข้อสอง ต้องเลือกชนิดของสารที่จะตรวจให้สอดคล้องกับความสามารถจริงของเครื่อง เพราะประสิทธิภาพต่างกันมากระหว่างสารแต่ละกลุ่ม การใช้เครื่องเดียวตรวจทุกอย่างแล้วเชื่อผลเท่ากันหมด คือการเปิดช่องให้เกิดผลบวกลวงในกลุ่มที่เครื่องทำได้ไม่ดี
ข้อสาม อย่าซื้อจากตัวเลขความแม่นยำที่ผู้ขายให้มา ควรขอผลการทดสอบอิสระที่ระบุชัดว่าตัวเลขนั้นวัดอะไร ใช้กับสารกลุ่มไหน และใช้ระดับตัดสินเท่าไร เพราะอย่างที่เห็นจากงานทั้งสองชิ้น ค่าตัวเดียวกันเปลี่ยนไปได้มากเมื่อเปลี่ยนเงื่อนไข
สิ่งที่เรื่องนี้สอนในเชิงวิทยาการอาชญากรรมคือ ก่อนจะถามว่าเครื่องมือนี้แม่นแค่ไหน ต้องถามก่อนว่ากฎหมายของเรากำลังถามคำถามอะไร เพราะเครื่องมือที่ตอบผิดคำถาม ต่อให้แม่นแค่ไหนก็ใช้ไม่ได้ และเครื่องมือที่ตอบถูกคำถาม ก็ยังต้องมีขั้นตอนยืนยันก่อนจะเปลี่ยนความน่าจะเป็นให้กลายเป็นความผิด
อ้างอิง
Milman, G., Barnes, A. J., Schwope, D. M., Schwilke, E. W., Darwin, W. D., Goodwin, R. S., Kelly, D. L., Gorelick, D. A., & Huestis, M. A. (2011). Disposition of cannabinoids in oral fluid after controlled around-the-clock oral THC administration. Clinical Chemistry, 57(8), 1127-1136. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3846692/
กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบผู้ขับขี่ซึ่งได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เฉพาะแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน พ.ศ. 2548. (2548, 10 ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 122 ตอนที่ 92 ก, หน้า 1. https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/laws/laws_03_08.pdf
Norwegian National Forensic Toxicology Laboratory. (2025). Evaluation of DrugWipe 6S with the WipeAlyser reader for drug screening of drivers. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12716461/
ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com
ติดต่อ info@crimesci.com
#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly
#วิทยาการอาชญากรรม #ยาเสพติด #นิติพิษวิทยา #RoadSafety







