Crime Science Weekly | EP.14 | บุหรี่ซอมบี้ กับยาสลบที่หลุดออกจากห้องผ่าตัด

มีนาคม 27, 2026

บุหรี่ซอมบี้ กับยาสลบที่หลุดออกจากห้องผ่าตัด

เอโทมิเดตเป็นยาที่ใช้ในทางการแพทย์ เป็นยาสลบสำหรับทำให้ผู้ป่วยหลับ ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการนำยาตัวนี้ไปผสมในน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้าแล้วสูดเข้าปอด ซึ่งเป็นวิธีใช้ที่ไม่มีใครออกแบบไว้ตั้งแต่แรก

"ยาที่ออกแบบมาให้แพทย์เป็นคนกำหนดว่าใครจะหลับเมื่อไร ถูกส่งมาให้คนทั่วไปกำหนดขนาดกันเอง"

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจในเชิงวิทยาการอาชญากรรม คือมันไม่ได้โผล่ขึ้นมาเองลอย ๆ แต่เป็นผลพวงจากมาตรการปราบปรามที่ได้ผลในอีกเรื่องหนึ่ง

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2026/Synthetic_Drugs_in_East_and_Southeast_Asia_2026.pdf

เมื่อปราบสารตัวหนึ่งได้สำเร็จ ตลาดก็ย้ายไปหาตัวใหม่

ก่อนหน้านี้ ประเทศจีนได้ประกาศควบคุมสารกลุ่มแคนนาบินอยด์สังเคราะห์ทั้งกลุ่ม ซึ่งเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการให้ออกฤทธิ์คล้ายกัญชา

รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ฉบับปี ค.ศ. 2026 เชื่อมสองเหตุการณ์นี้เข้าด้วยกันโดยตรง โดยระบุว่าการใช้เอโทมิเดตในทางที่ผิดถูกรายงานครั้งแรกโดยประเทศจีนเมื่อ ค.ศ. 2021 ซึ่งเกิดขึ้นตามหลังการประกาศควบคุมสารกลุ่มแคนนาบินอยด์สังเคราะห์ในประเทศนั้น และพบว่าเอโทมิเดตถูกนำไปผสมในน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า

พูดง่าย ๆ คือ เมื่อสารกลุ่มเดิมถูกสั่งห้ามยกกลุ่ม ผู้ค้าก็เปลี่ยนไปใช้สารตัวใหม่ที่ยังไม่มีกฎหมายห้าม และสารตัวใหม่ที่ว่านั้นคือยาสลบที่ใช้อยู่ในโรงพยาบาล

จากนั้นก็แพร่ต่อเป็นลำดับ รายงานฉบับเดียวกันบันทึกไว้ว่า พบครั้งแรกในฮ่องกงและไต้หวันเมื่อ ค.ศ. 2023 แล้วพบครั้งแรกในกัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย ในปี ค.ศ. 2024 ต่อด้วยญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2025 และเวียดนามในปี ค.ศ. 2026

ขนาดของปัญหาเห็นได้ชัดจากสิงคโปร์ ในปีแรกที่เอโทมิเดตปรากฏในตลาด มันคิดเป็นร้อยละ 63.6 ของตัวอย่างบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมดที่ถูกส่งวิเคราะห์ในปี ค.ศ. 2024 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 63.8 ในปี ค.ศ. 2025

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2026/Synthetic_Drugs_in_East_and_Southeast_Asia_2026.pdf



ประเทศไทยควบคุมแล้ว

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยกระดับการควบคุมยาเอโทมิเดต จากเดิมที่เป็นยาควบคุมพิเศษ ให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

เหตุผลที่ระบุไว้คือ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด หลังพบแนวโน้มการลักลอบนำไปผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าในลักษณะที่เรียกว่าบุหรี่ซอมบี้ ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายยาเสพติด เสี่ยงทำให้ผู้สูบหมดสติ หยุดหายใจ หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

ผลทางกฎหมายคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 700,000 บาท และหากกระทำเพื่อการค้า โทษจำคุกจะเพิ่มเป็น 1 ถึง 15 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,500,000 บาท

ที่มา: https://www.fda.moph.go.th/news/170768

 

ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทางเท่านั้น รายงานของ UNODC บันทึกว่าสำนักงาน ป.ป.ส. เคยตรวจยึดโรงงานผลิตเอโทมิเดตในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งนำเข้าสารเคมีมาผลิตในประเทศ ยึดเอโทมิเดตได้ 42 ลิตร กับอีก 1 กิโลกรัมในรูปผลึก พร้อมสารเคมีที่ใช้ผลิตได้อีก 11.9 ตัน และพบว่าเครือข่ายนี้ลำเลียงเอโทมิเดตใน 3 ประเทศ คือไทย จีน และเวียดนาม

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2026/Synthetic_Drugs_in_East_and_Southeast_Asia_2026.pdf

ยาน้ำแฮปปี้ไม่มีสูตรตายตัว

อีกชื่อที่ได้ยินบ่อยคือยาน้ำแฮปปี้ ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสารตัวหนึ่งที่มีสูตรแน่นอน ความจริงตรงกันข้าม

UNODC ระบุว่ายาน้ำแฮปปี้ยังคงแพร่หลายทั่วภูมิภาค โดยหลายประเทศรายงานการตรวจพบ และมักพบส่วนผสมของสารที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

สำหรับประเทศไทย ในปี ค.ศ. 2025 มีการวิเคราะห์ตัวอย่างยาน้ำแฮปปี้จำนวน 21 ตัวอย่าง ส่วนผสมที่พบบ่อยที่สุดคือ MDMA คีตามีน ไนเมตาซีแพม และคาเฟอีน รองลงมาคือเมทแอมเฟตามีนและไดอะซีแพม ส่วนสารอื่นที่พบได้แก่ ไนตราซีแพม ไดอะซีแพม และ PMK ซึ่งเป็นสารตั้งต้นโดยตรงของ MDMA

รูปแบบก็เปลี่ยนไปด้วย เดิมยาน้ำแฮปปี้เข้ามาในภูมิภาคในรูปผงบรรจุซอง สำหรับนำไปละลายในเครื่องดื่ม ปัจจุบันตรวจยึดได้ในรูปของเหลวแล้ว และยังเคยพบในบรรจุภัณฑ์แบบกระป๋องด้วย

สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้บอกกับผู้ใช้คือ คนที่ซื้อยาน้ำแฮปปี้ไม่มีทางรู้ว่ากำลังกินอะไรเข้าไป และไม่มีทางรู้ว่าซองถัดไปจะเหมือนซองที่แล้วหรือไม่

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2026/Synthetic_Drugs_in_East_and_Southeast_Asia_2026.pdf

 

เกมไล่จับที่กฎหมายมักตามหลัง

ปัญหาใหญ่ที่สุดของสารเสพติดชนิดใหม่คือ พอควบคุมสารตัวหนึ่ง ผู้ผลิตก็ปรับสูตรเล็กน้อยให้กลายเป็นสารตัวใหม่ที่กฎหมายยังไม่ครอบคลุม

UNODC ให้ตัวเลขที่ชัดเจนมาก หลังจากจีนควบคุมเอโทมิเดตเมื่อ ค.ศ. 2023 จำนวนตัวอย่างที่เป็นอนุพันธ์ของเอโทมิเดตซึ่งถูกส่งวิเคราะห์ในจีน เพิ่มจากเพียง 2 ตัวอย่างในปี ค.ศ. 2023 เป็น 50 ตัวอย่างในปี ค.ศ. 2024 และ 93 ตัวอย่างในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 37.8 ของตัวอย่างทั้งหมดที่วิเคราะห์

ไม่เพียงเปลี่ยนเป็นอนุพันธ์เท่านั้น ยังเปลี่ยนไปใช้สารคนละตัวด้วย รายงานระบุว่าไทลีตามีน ซึ่งเป็นยาสลบอีกชนิดหนึ่ง เริ่มปรากฏในตลาดน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าของจีน โดยถูกใช้แทนเอโทมิเดตหลังมีการควบคุม ตัวอย่างที่ส่งเข้าห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ของจีนเพิ่มจาก 35 ตัวอย่างในปี ค.ศ. 2024 เป็น 89 ตัวอย่างในปี ค.ศ. 2025

รายงานสรุปภาพรวมไว้ว่า แม้จะมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมสารเสพติดชนิดใหม่แล้ว ผู้ค้าก็ปรับตัวและหาทางหลบเลี่ยงมาตรการเหล่านั้น รวมถึงการหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ยาอย่างเอโทมิเดตและอนุพันธ์ของมัน

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2026/Synthetic_Drugs_in_East_and_Southeast_Asia_2026.pdf

 

ฮ่องกงเลือกปิดทั้งกลุ่ม

ฮ่องกงตอบปัญหานี้ด้วยวิธีที่ต่างออกไป แทนที่จะไล่ประกาศทีละตัว รัฐบาลฮ่องกงออกคำสั่งแก้ไขบัญชีแนบท้ายกฎหมายยาเสพติดอันตราย มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 กำหนดให้อนุพันธ์ของเอโทมิเดตทั้งหมดกลายเป็นยาเสพติดอันตราย

โฆษกรัฐบาลระบุเหตุผลไว้ว่า การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอนุพันธ์บางตัวของเอโทมิเดตอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ รัฐบาลจึงดำเนินการเชิงป้องกันล่วงหน้าเพื่อเสริมความเข้มงวดในการควบคุมอนุพันธ์ทั้งหมด

โทษภายใต้กฎหมายฉบับนี้คือ การค้าและการผลิตมีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ส่วนการครอบครองและการเสพมีโทษสูงสุดจำคุก 7 ปีและปรับ 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ที่มา: https://www.info.gov.hk/gia/general/202507/16/P2025071600662.htm

 

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

เรื่องนี้ต่างจากหลายเรื่องก่อนหน้า ตรงที่ประเทศไทยไม่ได้ตามหลัง ไทยควบคุมเอโทมิเดตแล้วตั้งแต่กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งเร็วกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาค

คำถามที่ควรถามต่อจึงไม่ใช่ว่าเราช้าไปหรือไม่ แต่คือประกาศที่ออกไปนั้นครอบคลุมแค่ตัวยาที่ระบุชื่อ หรือครอบคลุมอนุพันธ์ทั้งกลุ่มด้วย เพราะตัวเลขจากจีนแสดงให้เห็นชัดว่าอนุพันธ์ตามมาภายในหนึ่งปีหลังการควบคุม และเพิ่มจาก 2 ตัวอย่างเป็น 93 ตัวอย่างภายในสองปี

ข้อสังเกตที่สองคือ ต้นทางของปัญหานี้คือผลข้างเคียงของมาตรการที่ได้ผล จีนปิดสารกลุ่มหนึ่งสำเร็จ ตลาดจึงย้ายไปหายาที่ใช้ในโรงพยาบาล การควบคุมที่ได้ผลจึงไม่ได้แปลว่าปัญหาจบ แต่แปลว่าต้องเตรียมเฝ้าระวังว่าอะไรจะเข้ามาแทน

ข้อสังเกตที่สามเป็นเรื่องของประชาชนโดยตรง บุหรี่ไฟฟ้าที่ซื้อจากตลาดใต้ดินไม่มีฉลากที่บอกความจริง และยาน้ำแฮปปี้ก็ไม่มีสูตรตายตัว ผู้ใช้จึงไม่มีทางรู้ว่ากำลังรับอะไรเข้าร่างกาย ความเสี่ยงตรงนี้ไม่ได้อยู่ที่ความแรงของสารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความไม่รู้ว่าสารนั้นคืออะไร

สิ่งที่เรื่องนี้สอนคือ การควบคุมสารเสพติดเป็นงานที่ไม่มีวันจบด้วยการออกประกาศฉบับเดียว เพราะอีกฝ่ายปรับสูตรได้เร็วกว่าที่กระบวนการนิติบัญญัติจะตามทัน ระบบที่รับมือได้จริงจึงต้องมีทั้งการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการที่ต่อเนื่อง และกลไกทางกฎหมายที่ปิดได้ทั้งกลุ่ม ไม่ใช่ทีละตัว

อ้างอิง

Security Bureau, Government of the Hong Kong Special Administrative Region. (2025, July 16). Order to amend Dangerous Drugs Ordinance to be gazetted on July 18 with all etomidate analogues to become dangerous drugshttps://www.info.gov.hk/gia/general/202507/16/P2025071600662.htm

United Nations Office on Drugs and Crime. (2026). Synthetic drugs in East and South-East Asia: Latest developments and challenges 2026https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2026/Synthetic_Drugs_in_East_and_Southeast_Asia_2026.pdf

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568, 17 กรกฎาคม). อย. ยกระดับคุมเข้มยาเอโทมิเดต เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 แก้ไขปัญหาบุหรี่ซอมบี้https://www.fda.moph.go.th/news/170768

ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com

ติดต่อ info@crimesci.com

#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly

#วิทยาการอาชญากรรม #บุหรี่ซอมบี้ #Etomidate #ยาเสพติดสังเคราะห์