Crime Science Weekly | EP.18 | เมื่อแรนซัมแวร์โจมตีโรงพยาบาล อะไรพังบ้าง และอันตรายถึงชีวิตหรือไม่

มิถุนายน 19, 2026

เมื่อแรนซัมแวร์โจมตีโรงพยาบาล อะไรพังบ้าง และอันตรายถึงชีวิตหรือไม่

แรนซัมแวร์คือมัลแวร์ประเภทหนึ่ง ทำงานโดยขัดขวางไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง แล้วเรียกค่าไถ่แลกกับการคืนสิทธิ์การเข้าถึงนั้น

เวลาเกิดกับบริษัททั่วไป ผลคือธุรกิจหยุดชะงัก แต่เวลาเกิดกับโรงพยาบาล งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Health Forum เมื่อ ค.ศ. 2022 รวบรวมสิ่งที่เคยเป็นข่าวไว้ว่า คอมพิวเตอร์และเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ถูกปิดการใช้งานหรือถูกเข้ารหัส แพทย์ต้องหันไปบันทึกการรักษาด้วยปากกาและกระดาษ การนัดหมายและการผ่าตัดถูกเลื่อนหรือยกเลิก และห้องฉุกเฉินต้องเบี่ยงรถพยาบาลไปโรงพยาบาลอื่น

"เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาข้อมูลรั่ว แต่เป็นปัญหาว่าโรงพยาบาลยังทำงานได้หรือไม่"

ผู้วิจัยระบุไว้ว่า การหยุดชะงักในเชิงปฏิบัติการเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉินและต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ขอให้สังเกตคำว่าอาจ เพราะคำถามที่ว่าตกลงแล้วผู้ป่วยได้รับอันตรายจริงหรือไม่ ตอบยากกว่าที่คิด และบทความนี้จะแยกให้เห็นว่าหลักฐานบอกอะไรได้แน่ ๆ กับอะไรที่ยังบอกไม่ได้

ที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9856685/

 

เกิดบ่อยแค่ไหน และอะไรพังบ้าง

งานวิจัยชิ้นเดียวกันรวบรวมการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ต่อองค์กรผู้ให้บริการสุขภาพในสหรัฐอเมริกาไว้ 374 ครั้ง ในช่วง ค.ศ. 2016 ถึง 2021 ซึ่งทำให้ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเกือบ 42 ล้านรายถูกเปิดเผย

ในจำนวนนั้น เกือบครึ่งหนึ่งคือ 166 ครั้ง หรือร้อยละ 44.4 กระทบต่อการให้บริการรักษาพยาบาลจริง

สิ่งที่พังบ่อยที่สุดคือระบบอิเล็กทรอนิกส์ล่ม ซึ่งเกิดขึ้น 156 ครั้ง หรือร้อยละ 41.7 รองลงมาคือการเลื่อนหรือยกเลิกการรักษาที่นัดไว้แล้ว 38 ครั้ง หรือร้อยละ 10.2 และการเบี่ยงรถพยาบาลไปส่งโรงพยาบาลอื่น 16 ครั้ง หรือร้อยละ 4.3

ส่วนเรื่องระยะเวลา มีการโจมตี 32 ครั้ง หรือร้อยละ 8.6 ที่ทำให้บริการหยุดชะงักนานเกินสองสัปดาห์ ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่หยุดชะงักอยู่ที่ 15.8 วัน

ตัวเลขค่าเฉลี่ยนี้ต้องอ่านด้วยความระวัง เพราะผู้วิจัยระบุไว้เองว่ามีข้อมูลระยะเวลาครบเพียง 99 ครั้ง จากทั้งหมด 374 ครั้ง ใครที่อ้างว่าโรงพยาบาลหยุดเฉลี่ย 15.8 วันโดยไม่บอกตัวหารนี้ ถือว่าพูดเกินจริง

ที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9856685/

โรงพยาบาลที่ไม่ได้ถูกโจมตี ก็รับผลไปด้วย

จุดที่คนมักมองข้ามคือ ผลกระทบไม่ได้จบที่โรงพยาบาลที่ถูกโจมตี

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อ ค.ศ. 2023 ศึกษาห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลสองแห่งที่ไม่ได้ถูกโจมตี แต่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลที่ถูกแรนซัมแวร์โจมตีเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2021 โดยเปรียบเทียบช่วงก่อนถูกโจมตีกับช่วงที่เกิดเหตุ

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมีดังนี้ จำนวนผู้ป่วยห้องฉุกเฉินต่อวันเฉลี่ยเพิ่มจาก 218.4 เป็น 251.4 ราย ผู้ป่วยที่มากับรถพยาบาลเพิ่มจาก 1,741 เป็น 2,354 ราย ผู้ป่วยที่รับไว้นอนโรงพยาบาลเพิ่มจาก 1,614 เป็น 1,722 ราย

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือจำนวนผู้ป่วยที่เดินออกไปโดยยังไม่ได้พบแพทย์ เพิ่มจาก 158 เป็น 360 ราย และผู้ป่วยที่ขอกลับบ้านทั้งที่แพทย์ไม่แนะนำ เพิ่มจาก 107 เป็น 161 ราย

เวลารอก็ยาวขึ้น ค่ามัธยฐานของเวลารอในห้องรอเพิ่มจาก 21 นาทีเป็น 31 นาที และเวลาที่ผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลใช้อยู่ในห้องฉุกเฉินทั้งหมด เพิ่มจาก 614 นาทีเป็น 822 นาที

ในภาพรวมของทั้งเขตซานดิเอโก เวลาที่โรงพยาบาลต้องประกาศไม่รับผู้ป่วยเพิ่มเติมรวมกันต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 74.1 จากค่ามัธยฐาน 27 ชั่วโมงเป็น 47 ชั่วโมง

ที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10167570/

 

สิ่งที่หลักฐานยังบอกไม่ได้

ถึงตรงนี้หลายคนคงสรุปไปแล้วว่าแรนซัมแวร์ทำให้คนไข้ตาย ซึ่งเป็นข้อสรุปที่งานวิจัยทั้งสองชิ้นไม่ได้บอกไว้

งานปี ค.ศ. 2022 ระบุข้อจำกัดของตัวเองไว้ตรง ๆ ว่า ผู้วิจัยไม่สามารถบอกได้ว่าการหยุดชะงักจากแรนซัมแวร์ส่งผลต่อผู้ป่วยที่มารับบริการหรือไม่ อย่างไร และระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อวัดความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ระหว่างการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์กับผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้ป่วย

ส่วนงานปี ค.ศ. 2023 ที่วัดความแออัดในห้องฉุกเฉินข้างเคียง มีข้อค้นพบด้านลบที่สำคัญและควรพูดถึงคู่กันเสมอ คือแม้จำนวนการเรียกทีมโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้วิจัยระบุว่าการเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้สัมพันธ์กับเวลาที่ใช้ในการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่นานขึ้น ไม่สัมพันธ์กับเวลาที่ใช้ในการให้ยาละลายลิ่มเลือดที่นานขึ้น และไม่สัมพันธ์กับเวลาที่ใช้ในการเข้าทำหัตถการที่นานขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ ห้องฉุกเฉินแออัดขึ้นจริง แต่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองยังได้รับการรักษาในเวลาที่ไม่ต่างจากเดิม

ผู้วิจัยยังระบุข้อจำกัดไว้อีกหลายข้อ ทั้งการที่งานนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตแบบพรรณนา ไม่ได้กำหนดขนาดตัวอย่างไว้ล่วงหน้า จึงทดสอบสมมติฐานอย่างแท้จริงไม่ได้ อุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองก็ค่อนข้างต่ำ และปัจจัยกวนอื่น ๆ เช่นการระบาดของโรคติดเชื้อ ภาระงานอุบัติเหตุ หรือฤดูกาล อาจเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดในห้องฉุกเฉินได้โดยไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางไซเบอร์เลย

ที่มา: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10167570/

 

หน่วยงานรัฐแนะนำให้ทำอะไร

หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา ร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลางและกระทรวงสาธารณสุข ออกคำแนะนำร่วมสำหรับภาคสาธารณสุขโดยเฉพาะ

ข้อแนะนำที่เป็นหัวใจคือการสำรองข้อมูล โดยระบุว่าต้องเก็บข้อมูลสำรองแบบออฟไลน์และเข้ารหัสไว้ พร้อมทดสอบข้อมูลสำรองนั้นอย่างสม่ำเสมอ เหตุผลคือแรนซัมแวร์หลายสายพันธุ์พยายามค้นหาและลบข้อมูลสำรองที่เข้าถึงได้ คำแนะนำจึงเสนอหลักสามสองหนึ่ง คือเก็บข้อมูลสำคัญไว้สามชุด บนสื่อบันทึกอย่างน้อยสองชนิด และอย่างน้อยหนึ่งชุดต้องเก็บแบบออฟไลน์

ข้อถัดมาเป็นเรื่องการเตรียมการที่ตรงกับงานโรงพยาบาลมาก คือให้วางแผนเผื่อไว้ว่าระบบสารสนเทศที่สำคัญอาจใช้งานไม่ได้เป็นเวลานาน ให้พิมพ์และจัดเก็บสำเนากระดาษของข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยวิกฤต และให้ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เป็นระยะให้รับมือกับการส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วหากระบบล่มกะทันหัน

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือข้อที่ให้ประสานเรื่องการรองรับผู้ป่วยล้นกับสถานพยาบาลอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงไว้ล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องพอดีกับสิ่งที่งานวิจัยพบว่าเกิดขึ้นจริงในซานดิเอโก

ส่วนเรื่องการจ่ายค่าไถ่ คำแนะนำระบุชัดว่าทั้งสามหน่วยงานไม่แนะนำให้จ่าย เพราะการจ่ายไม่ได้รับประกันว่าจะกู้ไฟล์คืนได้ และอาจทำให้ผู้โจมตีฮึกเหิมที่จะไปโจมตีองค์กรอื่นเพิ่ม

ที่มา: https://www.cisa.gov/news-events/cybersecurity-advisories/aa20-302a



บทเรียนสำหรับประเทศไทย

 

ข้อแรก โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีเพียงลำพัง เพราะสิ่งที่พังคือความสามารถในการรักษาคนไข้ ไม่ใช่แค่ไฟล์เอกสาร แผนรับมือจึงต้องเป็นแผนของทั้งโรงพยาบาล และต้องซ้อมโดยบุคลากรทางคลินิก ไม่ใช่ซ้อมเฉพาะฝ่ายเทคนิค

ข้อที่สอง ตัวเลขบอกว่าต้องวางแผนเผื่อระยะยาว เพราะมีการโจมตีถึงร้อยละ 8.6 ที่ทำให้บริการหยุดชะงักนานเกินสองสัปดาห์ แผนที่เตรียมไว้รับมือแค่หนึ่งถึงสองวันจึงสั้นเกินไป

ข้อที่สาม การเตรียมพร้อมต้องคิดเป็นระดับพื้นที่ ไม่ใช่ระดับโรงพยาบาลเดียว เพราะเมื่อโรงพยาบาลหนึ่งล่ม ภาระจะไหลไปที่โรงพยาบาลข้างเคียงทันที และโรงพยาบาลข้างเคียงนั้นไม่ได้ถูกโจมตีเลยด้วยซ้ำ การซ้อมแผนร่วมกันในระดับจังหวัดจึงมีเหตุผลรองรับ

ข้อที่สี่เป็นเรื่องของการสื่อสาร เมื่อเกิดเหตุจริง สิ่งที่ควรบอกประชาชนคือบริการใดยังเปิด บริการใดต้องเลื่อน และควรไปที่ไหนแทน เพราะข้อมูลที่ชัดเจนช่วยลดจำนวนคนที่ไปกองอยู่ผิดที่ ซึ่งเป็นต้นตอของความแออัดที่งานวิจัยวัดได้

ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของการพูดถึงความเสี่ยงอย่างซื่อสัตย์ หลักฐานที่มีอยู่แสดงให้เห็นชัดว่าการรักษาถูกกระทบ คิวยาวขึ้น และคนไข้จำนวนหนึ่งเดินออกไปโดยไม่ได้พบแพทย์ แต่ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการโจมตีทำให้คนตาย การพูดเกินกว่าหลักฐานอาจได้พาดหัวที่แรงขึ้นในระยะสั้น แต่แลกมาด้วยความน่าเชื่อถือที่หายไปเมื่อมีคนไปเปิดงานวิจัยอ่านจริง

อ้างอิง

Cybersecurity and Infrastructure Security Agency, Federal Bureau of Investigation, & Department of Health and Human Services. (2020, October 28). Ransomware activity targeting the healthcare and public health sector (Alert AA20-302A). https://www.cisa.gov/news-events/cybersecurity-advisories/aa20-302a

Dameff, C., Tully, J., Chan, T. C., Castillo, E. M., Savage, S., Maysent, P., Hemmen, T. M., Clay, B. J., & Longhurst, C. A. (2023). Ransomware attack associated with disruptions at adjacent emergency departments in the US. JAMA Network Open, 6(5), Article e2312270. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10167570/

Neprash, H. T., McGlave, C. C., Cross, D. A., Virnig, B. A., Puskarich, M. A., Huling, J. D., Rozenshtein, A. Z., & Nikpay, S. S. (2022). Trends in ransomware attacks on US hospitals, clinics, and other health care delivery organizations, 2016-2021. JAMA Health Forum, 3(12), Article e224873. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9856685/

ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com

ติดต่อ info@crimesci.com

#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly

#วิทยาการอาชญากรรม #แรนซัมแวร์ #ความปลอดภัยผู้ป่วย #Ransomware