ปิดทางขายของโจร แนวคิดที่ฟังดูมีเหตุผล แต่หลักฐานยังไม่แข็งอย่างที่คิด
ลองถามคำถามง่าย ๆ คนที่ขโมยโทรศัพท์มือถือไปหนึ่งเครื่อง ขโมยไปทำไม
คำตอบส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะอยากได้ไว้ใช้เอง แต่เพราะอยากได้เงิน และการจะได้เงินก็ต้องขายมันออกไปให้ได้ ถ้าขายไม่ออก การขโมยก็ไม่มีประโยชน์อะไร
จากตรรกะนี้เองที่เกิดแนวคิดชื่อ Market Reduction Approach หรือแนวทางลดตลาดของโจร เสนอโดยไมค์ ซัตตัน ในรายงานของกระทรวงมหาดไทยสหราชอาณาจักร
"ถ้าขายของที่ขโมยมาได้ยากขึ้น แรงจูงใจที่จะขโมยก็ควรลดลงตาม"
รายงานฉบับปี ค.ศ. 2001 อธิบายเป้าหมายไว้ว่า การใช้ยุทธวิธีของตำรวจร่วมกับการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อรบกวนและลดตลาดของโจรแต่ละประเภท จะทำให้การขโมยและการค้าของโจรยากขึ้น เสี่ยงขึ้น และเป็นวิธีหาเงินที่น่าสนใจน้อยลง
สิ่งที่รายงานฉบับนี้ค้นพบและสวนความเข้าใจทั่วไป คือความสัมพันธ์ระหว่างการลักทรัพย์กับตลาดของโจรนั้น อธิบายด้วยแนวคิดง่าย ๆ ว่าอุปสงค์นำไปสู่การขโมยไม่ได้ เพราะในหลายกรณี คนขโมยต่างหากที่เป็นฝ่ายสร้างตลาดขึ้นมาเอง ด้วยการเสนอขายของให้เจ้าของร้านและคนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง
รายงานเรียกพฤติกรรมนี้ว่าการลักมาเพื่อเสนอขาย ซึ่งพบบ่อยกว่าการลักตามสั่ง
ที่มา: https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/burglary_retail/PDFs/crrs08.pdf
ตลาดของโจรมีกี่แบบ
รายงานปี ค.ศ. 2001 แบ่งตลาดของโจรออกเป็นห้าประเภทหลัก
ประเภทแรก การส่งของให้ผู้รับซื้อเชิงพาณิชย์ คือคนขโมยนำของไปขายให้ร้านที่เปิดหน้าร้านจริง เช่นร้านทอง โรงรับจำนำ หรือร้านขายของมือสอง
ประเภทที่สอง การส่งของให้ผู้รับซื้อตามบ้าน คือการขายของที่ขโมยมาโดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้กับผู้รับซื้อที่บ้านของผู้รับซื้อเอง
ประเภทที่สาม การขายผ่านเครือข่ายคนรู้จัก ซึ่งมักเริ่มจากผู้รับซื้อตามบ้าน ของจะถูกส่งต่อกันไปในกลุ่มเพื่อน โดยแต่ละคนบวกราคาขึ้นเล็กน้อยจนกว่าจะถึงมือผู้ใช้จริง
ประเภทที่สี่ การขายต่อโดยผู้รับซื้อเชิงพาณิชย์ คือผู้รับซื้อนำของไปขายทำกำไร ทั้งขายตรงให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้เรื่อง หรือขายให้ผู้กระจายสินค้ารายอื่น
ประเภทที่ห้า การเร่ขาย คือคนขโมยขายตรงให้ผู้บริโภคตามผับ ตามบาร์ หรือเดินเคาะประตูขายตามบ้าน
ต่อมาในคู่มือที่ซัตตันเขียนให้ศูนย์ Problem-Oriented Policing เมื่อ ค.ศ. 2010 ได้เพิ่มประเภทที่หกเข้ามา คือการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ประกาศขายและเว็บประมูล ซึ่งทำให้คนขโมยเข้าถึงผู้ซื้อที่ไม่มีทางเจอกันได้ในโลกจริง
คู่มือฉบับนั้นย้ำด้วยว่า ไม่มีตลาดประเภทใดสำคัญหรือร้ายแรงกว่าประเภทอื่นในแง่บทบาทที่มีต่อการส่งเสริมการลักทรัพย์
ที่มา: https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/PDFs/stolen_goods.pdf
เอาไปทำจริงแล้วทำอะไรบ้าง
กระทรวงมหาดไทยสหราชอาณาจักรให้ทุนทำโครงการนำร่องสองแห่ง แล้วให้ทีมจากมหาวิทยาลัยเคนต์ประเมินผล รายงานเผยแพร่เมื่อ ค.ศ. 2004 โดยเรียกสองพื้นที่ว่าเมืองเหนือกับเมืองใต้
สิ่งที่ทั้งสองแห่งทำเหมือนกันคือทุ่มไปที่การเก็บและวิเคราะห์ข่าวกรองเรื่องตลาดของโจรในพื้นที่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนลำดับความสำคัญครั้งใหญ่จากงานตำรวจแบบเดิม เมืองเหนือถึงขั้นตั้งทีมข่าวกรองที่มีจ่าสองนายและตำรวจชั้นประทวนสิบนายทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ และจ้างนักวิชาการมาเป็นนักวิจัยประจำโครงการ
ยุทธวิธีที่เป็นรูปธรรมมีดังนี้
- ระบบทะเบียนร้านมือสองแบบสมัครใจ ร้านที่เข้าร่วมจะบันทึกรายละเอียดของสินค้าที่รับซื้อและของผู้ขาย บางครั้งถึงขั้นถ่ายรูปผู้ขายคู่กับสินค้า มีชุดเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจทำงานร่วมกับหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเดินเข้าร้านเป็นประจำ ผลคือมีผู้ถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์ 35 ราย
- ระบบขอความร่วมมือจากเจ้าของผับให้แจ้งเมื่อพบการเสนอขายที่น่าสงสัย อันนี้แทบไม่มีคนตอบสนอง เพราะโครงการไม่มีอำนาจต่อรองและเจ้าของผับไม่ได้ประโยชน์อะไร เจ้าของผับรายหนึ่งพูดไว้ตรง ๆ ว่ามันยากที่จะไปควบคุมบทสนทนา
- การไล่กวาดประกาศขายของ ทั้งสองเมืองใช้วิธีสแกนประกาศขายในหนังสือพิมพ์และเว็บ เพื่อหาเบอร์โทรที่โผล่ซ้ำผิดปกติ ที่เมืองเหนือ เบอร์ของเป้าหมายรายหนึ่งถูกพบว่าใช้ลงประกาศขายรถเจ็ดคันและป้ายทะเบียนสามป้ายภายในสองเดือน ส่วนที่เมืองใต้ทำต่อเนื่องเก้าเดือน พบผู้ลงประกาศซ้ำ 52 ราย แต่มีเพียงสามรายที่ควรสืบต่อ และไม่ได้ผลอะไรเลย สุดท้ายจึงยกเลิกเพราะกินทรัพยากรมากเกินไป
- ปฏิบัติการข่าวกรองและการเฝ้าติดตามผู้รับซื้อของโจรตามบ้าน ซึ่งใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
- การทำเครื่องหมายบนทรัพย์สิน
- การรณรงค์กับประชาชน เมืองเหนือส่งใบปลิวถึงทุกครัวเรือน ติดโปสเตอร์ในผับเป็นรูปผู้หญิงในห้องขังหลังซื้อกล้องวิดีโอจากชายในผับ พร้อมข้อความเตือนว่าซื้อของโจรมีโทษถึง 14 ปี อีกชิ้นเจาะกลุ่มวัยรุ่นเป็นรูปเด็กหนุ่มนั่งกุมหัวในห้องที่ถูกงัด พร้อมข้อความว่าปีเตอร์ได้เครื่องเล่นเกมเป็นของขวัญคริสต์มาส ตอนนี้ใครได้ไป และยังจัดประกวดโปสเตอร์ในโรงเรียนมัธยมด้วย
ที่มา: https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/stolen_goods/PDFs/Haleetal2004.pdf
แล้วผลเป็นอย่างไร

เริ่มจากเรื่องเงินก่อน เพราะเป็นตัวเลขที่ชัดที่สุด เมืองเหนือใช้เงินไปกับกิจกรรมด้านการรณรงค์เพียงอย่างเดียวเกิน 32,000 ปอนด์ ส่วนเมืองใต้ใช้ไปกับการรณรงค์เกิน 200,000 ปอนด์ ซึ่งรวมค่าจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ และยังจ้างบริษัทวิจัยตลาดอีกเกิน 27,000 ปอนด์
ผลของการรณรงค์วัดได้แบบนี้ ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 60 ของผู้ตอบเคยได้ยินชื่อโครงการ แต่คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนั้นจำได้เฉพาะส่วนที่เป็นการทำเครื่องหมายบนทรัพย์สินเท่านั้น
ส่วนผลต่ออาชญากรรมซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริง เมืองใต้มีคดีลักทรัพย์ในเคหสถานลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังเริ่มใช้ยุทธวิธี แต่ทั้งกองบัญชาการก็ลดลงในระดับใกล้เคียงกัน จึงน่าสงสัยว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นเพราะโครงการจริงหรือไม่ ส่วนเมืองเหนือไม่พบหลักฐานว่าลดลงมากกว่าส่วนอื่นของกองบัญชาการเลย ทั้งคดีลักทรัพย์ในเคหสถานและคดีลักทรัพย์ประเภทอื่น
บทสรุปของรายงานเขียนไว้ตรง ๆ ว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ เป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงให้เห็นผลกระทบของโครงการเหล่านี้ต่ออัตราอาชญากรรม ตัวอย่างเช่นการแยกเรื่องการรับของโจรออกจากเรื่องอื่นทำไม่ได้ เพราะตลาดยาเสพติดกับตลาดของโจรทับซ้อนกันอยู่
รายงานยังระบุด้วยว่า แม้ผลในเชิงปริมาณอาจน่าผิดหวัง แต่ผลในเชิงคุณภาพน่าสนใจกว่ามาก โดยเฉพาะสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องการรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรอง เรื่องธรรมชาติของตลาด และเรื่องความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และเตือนไว้ว่าแนวทางนี้มีความเสี่ยง เพราะเป็นการลงทุนทรัพยากรโดยไม่มีอะไรรับประกันว่าอาชญากรรมทรัพย์สินจะลดลง
บทเรียนที่รายงานสรุปไว้ให้คนที่จะทำตามมีสี่ข้อ คือมาตรการต้องออกแบบให้เข้ากับสภาพพื้นที่ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้ทุกที่ / ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างทรัพยากรที่ต้องใช้กับผลที่น่าจะได้ในทุกมาตรการ / บันทึกของร้านมือสองเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์จริงและเป็นฐานที่ดีของการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน / และต้องคิดให้รอบคอบว่าการรณรงค์จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายของโครงการได้จริงหรือไม่ ก่อนจะทุ่มเงินก้อนใหญ่ลงไป
ที่มา: https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/stolen_goods/PDFs/Haleetal2004.pdf
คำเตือนจากคนคิดแนวคิดนี้เอง
สิ่งที่น่าเชื่อถือคือ ซัตตันเองเป็นคนเขียนคำเตือนเหล่านี้ไว้ในคู่มือของเขา
เขาเขียนว่า แม้การพยายามลดการลักทรัพย์ การลักทรัพย์ในเคหสถาน และการชิงทรัพย์ ด้วยการลดตลาดของโจรจะเป็นความคิดที่เรียบง่ายและมีเหตุผลน่าเชื่อถือ แต่ความเป็นจริงซับซ้อนกว่านั้น ตลาดของโจรปรับตัวเก่งอย่างน่าทึ่งต่อความพยายามที่จะปิดมัน เป้าหมายมักบรรลุได้ยาก และแม้จะได้ผลบวก ก็วัดให้แน่ใจได้ยากอยู่ดี
ที่ตรงไปตรงมากว่านั้นคือเรื่องการล่อซื้อ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่คนนิยมที่สุด คู่มือระบุว่างานวิจัยที่ดีที่สุดที่มีอยู่ชี้อย่างหนักแน่นว่าควรหลีกเลี่ยงการตั้งร้านล่อซื้อของโจร เพราะใช้ทรัพยากรมหาศาลและก่อผลเสียมากกว่าผลดี โดยอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่ตั้งใจคือกระตุ้นให้เกิดการลักทรัพย์ในพื้นที่มากขึ้น เพื่อป้อนอุปสงค์ใหม่ที่คนขโมยรับรู้ว่ามี
คู่มือยังระบุว่ารายงานความสำเร็จของปฏิบัติการล่อซื้อมักไม่ได้ตรวจสอบผลเสียในวงกว้างอย่างครบถ้วน และหลายครั้งเป็นเพียงคู่มือประชาสัมพันธ์ตัวเองเท่านั้น
ส่วนการทำเครื่องหมายบนทรัพย์สิน ซึ่งเป็นอีกมาตรการยอดนิยม คู่มือระบุว่ายังไม่เคยมีการพิสูจน์ได้ว่าลดการลักทรัพย์
ที่มา: https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/PDFs/stolen_goods.pdf
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
ต้องบอกก่อนว่า ปัจจุบันยังไม่ปรากฏข้อมูลของหน่วยงานราชการไทย หรือโครงการที่มีการบันทึกไว้ว่าได้นำแนวคิดนี้มาใช้อย่างเป็นระบบในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลาดมือถือมือสอง หรือการใช้กฎหมายโรงรับจำนำเป็นเครื่องมือป้องกันอาชญากรรม เรื่องนี้จึงถือเป็นช่องว่างที่ยังรอการเติม
สิ่งที่ไทยมีอยู่แล้วคือฐานทางกฎหมาย ทั้งความผิดฐานรับของโจร และกฎหมายควบคุมโรงรับจำนำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ต่อยอดได้ หากจะมีการดำเนินการจริง
และหากจะดำเนินการจริง สิ่งที่ควรหยิบไปก่อนคือส่วนที่รายงานระบุว่าใช้ได้ผล นั่นคือระบบบันทึกของร้านมือสอง ซึ่งมีต้นทุนต่ำที่สุดในบรรดามาตรการทั้งหมด และเป็นชิ้นเดียวที่ให้ผลจับกุมเป็นรูปธรรม ส่วนสิ่งที่ควรระวังที่สุดคือการทุ่มงบไปกับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพราะเมืองใต้ใช้เงินไปเกิน 200,000 ปอนด์ แล้วสิ่งที่ประชาชนจำได้กลับเป็นเพียงการทำเครื่องหมายบนทรัพย์สิน ซึ่งเป็นมาตรการที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าลดการลักทรัพย์
แต่บทเรียนที่มีค่าที่สุดจากเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องตลาดของโจรโดยตรง หากเป็นเรื่องวิธีอ่านความคิดดี ๆ
แนวคิดลดตลาดของโจรฟังดูมีเหตุผลมาก มีตรรกะชัดเจน อธิบายให้ใครฟังก็พยักหน้าตาม แต่เมื่อมีการลงมือทำจริงและวัดผลอย่างซื่อสัตย์ กลับพิสูจน์ไม่ได้ว่าลดอาชญากรรม
ระยะห่างระหว่างความคิดที่ฟังดูมีเหตุผล กับความคิดที่พิสูจน์แล้ว คือระยะที่วิทยาการอาชญากรรมมีหน้าที่ต้องวัด ก่อนจะนำเงินภาษีไปลงกับมัน และการที่ผู้คิดแนวคิดนี้เป็นผู้เขียนข้อจำกัดไว้เองอย่างตรงไปตรงมา คือมาตรฐานที่งานวิชาการควรเป็น
อ้างอิง
Hale, C., Harris, C., Uglow, S., Gilling, L., & Netten, A. (2004). Targeting the markets for stolen goods: Two targeted policing initiative projects (Development and Practice Report 17). Home Office. https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/stolen_goods/PDFs/Haleetal2004.pdf
Sutton, M. (2010). Stolen goods markets (Problem-Specific Guides Series No. 57). Center for Problem-Oriented Policing, U.S. Department of Justice Office of Community Oriented Policing Services. https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/PDFs/stolen_goods.pdf
Sutton, M., Schneider, J., & Hetherington, S. (2001). Tackling theft with the market reduction approach (Crime Reduction Research Series Paper 8). Home Office. https://popcenter.asu.edu/sites/g/files/litvpz3631/files/problems/burglary_retail/PDFs/crrs08.pdf
ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com
ติดต่อ info@crimesci.com
#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly
#วิทยาการอาชญากรรม #MarketReductionApproach #รับของโจร #EvidenceBasedPolicing







