เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (FRT) ถูกใช้โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อระบุตัวและจับกุมผู้ต้องสงสัยมากขึ้น แต่กฎระเบียบในแต่ละบริบททางการเมืองไม่สอดคล้องกันและขาดความชัดเจน งานวิจัยนี้ใช้การศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาเพื่อประเมินการกำกับดูแล FRT ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว 5 ประเทศ (สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส) และรายงานความแตกต่างอย่างมากระหว่างกรณีศึกษา
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
- ระบุความท้าทายเชิงจริยธรรมของ FRT ในการจับกุม และประเมินว่าการกำกับดูแลช่วยบรรเทาความท้าทายเหล่านั้นได้หรือไม่
- รวบรวมกฎระเบียบว่าด้วย FRT ที่มีอยู่ในแต่ละประเทศทั้ง 5
- เปรียบเทียบความแตกต่างของกฎระเบียบข้ามบริบท
- เสนอหลักการสำหรับกรอบจริยธรรมในการพัฒนา การนำไปใช้ และการกำกับดูแล FRT
วิธีการศึกษา
- การศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาของประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว 5 ประเทศ คัดเลือกแบบเจาะจงจากแนวทางการกำกับดูแลเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน โดยไม่รวมประเทศที่ปกครองแบบอำนาจนิยม
- เปรียบเทียบกฎระเบียบใน 3 มิติ ได้แก่ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความสอดคล้องเชิงจริยธรรม (ความเป็นส่วนตัว ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ และความยินยอม) และประสิทธิผลในการนำไปปฏิบัติ
- แต่ละกรณีศึกษาอาศัยแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (ตัวบทกฎหมาย แนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับดูแล งานวิชาการ และการรายงานข่าว) และมีตัวอย่างการใช้งานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายพร้อมปฏิกิริยาของสาธารณชน
ข้อค้นพบสำคัญ
- โครงสร้างทางการเมืองสอดคล้องกับความกระจัดกระจายของกฎระเบียบ สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นสหพันธรัฐไม่มีกฎระเบียบ FRT ระดับชาติ มีเพียงกฎของแต่ละมลรัฐที่แตกต่างกัน แคนาดามีลักษณะกระจัดกระจายคล้ายกัน แต่ต่างจากสหรัฐอเมริกาตรงที่มีคณะกรรมาธิการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวระดับชาติซึ่งออกแนวปฏิบัติเรื่อง FRT ส่วนเยอรมนีซึ่งเป็นสหพันธรัฐแต่มีรัฐบาลกลางเข้มแข็งกว่า มีความกระจัดกระจายน้อยกว่า
- อิตาลีและฝรั่งเศสซึ่งเป็นรัฐเดี่ยวมีนโยบายระดับชาติที่เป็นเอกภาพ แต่มีเนื้อหาต่างกัน ฝรั่งเศสขยายการใช้ FRT อย่างมีนัยสำคัญในช่วงโอลิมปิกปารีส ค.ศ. 2024 ส่วนมาตรการชะลอการใช้ของอิตาลีมีผลถึง ค.ศ. 2025 โดยยกเว้นให้แก่หน่วยงานตุลาการและการปราบปรามอาชญากรรม
- กฎเกณฑ์เรื่องความยินยอมคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ คือไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่โดยทั่วไปต้องขอในบริบทอื่น แคนาดาอนุญาตให้ใช้โดยไม่ต้องขอความยินยอมเมื่อมีความจำเป็นชัดเจน เช่น การตรวจหนังสือเดินทาง แต่กำหนดให้ต้องขอสำหรับการเทียบข้อมูลข้ามหน่วยงาน
- การทดสอบของ NIST ช่วงปลาย ค.ศ. 2019 พบว่าอัลกอริทึมส่วนใหญ่จากเกือบ 200 ตัว มีความแม่นยำแตกต่างกันตามกลุ่มประชากร โดยชาวเอเชีย ชาวแอฟริกันอเมริกัน ชนพื้นเมืองอเมริกัน ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ถูกระบุตัวผิดพลาดบ่อยกว่าคนผิวขาว ผู้ชาย และผู้ใหญ่วัยกลางคนตามลำดับ ทั้งนี้อัลกอริทึมบางตัวไม่พบอคติที่ตรวจจับได้ ความเสี่ยงนี้จึงลดลงได้ในขั้นตอนการพัฒนา
- มีการจับกุมผิดตัวของบุคคลผิวดำในสหรัฐอเมริกา 6 กรณีที่มีการบันทึกไว้และเชื่อมโยงกับ FRT ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับขอบเขตการใช้งานหรือจำนวนการจับกุมผิดตัวทั้งหมด ส่วนโครงการต้นแบบของเยอรมนีที่สถานีรถไฟเบอร์ลิน Südkreuz ใน ค.ศ. 2017 ซึ่งทดสอบกับอาสาสมัครที่ให้ความยินยอม ให้ความแม่นยำที่ผู้วิจัยระบุว่าน่าผิดหวัง
ข้อเสนอแนะ
- ผนวกหลัก privacy by design และ privacy by default เข้าไปในกฎระเบียบ FRT ระดับชาติ พร้อมกำหนดให้มี DPIA สำหรับการใช้งานที่มีความเสี่ยงสูง
- ผู้วิจัยชี้ว่ามีความเสี่ยงและข้อกังวลอย่างมีนัยสำคัญ หากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายใช้ผลลัพธ์จาก FRT เป็นเหตุผลเพียงประการเดียวในการจับกุม เนื่องจากเทคโนโลยียังมีโอกาสคลาดเคลื่อนและมีอคติ
- ประเมินประสิทธิผลของกลไกขอความยินยอมในการคุ้มครองเสรีภาพในการกำหนดตนเองและสิทธิของบุคคล ไม่ใช่เพียงดูว่ามีกลไกอยู่หรือไม่
- ปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ FRT ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและการจับกุมผิดตัว
- พัฒนากรอบจริยธรรมเฉพาะสำหรับ FRT ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ปรับใช้ได้หลายบริบท โดยอาศัยข้อมูลปฐมภูมิจากผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และสาธารณชน
ประเด็นสำคัญที่ควรจดจำ (Key Takeaways)
- การตอบสนองเชิงกฎระเบียบแตกต่างกันอย่างมากแม้ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นแล้ว และผู้วิจัยระบุว่ายังไม่พบกรอบจริยธรรมด้าน AI ที่กล่าวถึง FRT ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยเฉพาะ
- โครงสร้างแบบสหพันธรัฐเปิดโอกาสให้ทดลองนโยบาย แต่กฎเกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกันในเรื่องความเป็นส่วนตัว ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ และความยินยอม เมื่อประกอบกับข้อบกพร่องด้านความเป็นธรรมของเทคโนโลยี อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญในการปฏิบัติงานตำรวจ ขณะที่รัฐเดี่ยวมีความเสี่ยงในทางกลับกัน คือนำ FRT มาใช้อย่างเป็นแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศได้เร็วกว่า
- งานวิจัยครอบคลุมเพียงประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว 5 ประเทศ และผู้วิจัยเรียกร้องให้ขยายขอบเขตการเปรียบเทียบ สำหรับประเทศไทยและอาเซียน กรณีศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นคำถามที่ควรตั้งในบริบทของเรา ได้แก่ การกำกับดูแลข้อมูลชีวมิติมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนหรือไม่ และกฎเกณฑ์เรื่องความยินยอมได้แยกการใช้งานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาออกจากการใช้งานภาครัฐด้านอื่นหรือไม่
เอกสารอ้างอิง
Robles, P., Mallinson, D. J., Best, E., Devaney, C., & Azevedo, L. (2025). Global perspectives on regulating facial recognition technology utilization for criminal justice arrests. Global Public Policy and Governance, 5, 186–204. https://doi.org/10.1007/s43508-025-00117-9
อ่านฉบับเต็ม (Open Access): https://link.springer.com/article/10.1007/s43508-025-00117-9







