ในปี ค.ศ. 1983 ปีเตอร์ รอยเตอร์ เสนอทฤษฎีอาชญากรรมไร้ระเบียบ ซึ่งอธิบายว่าวิสาหกิจอาชญากรรมที่มุ่งแสวงหากำไรมักมีขนาดเล็ก จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ และกำกับดูแลกันแบบหลวม เหตุผลอยู่ที่ความผิดกฎหมายทำให้ข้อมูลไหลเวียนไม่ได้ ผู้ค้าจะโฆษณาหรือติดฉลากสินค้าก็ไม่ได้ จะเก็บบัญชีไว้เป็นหลักฐานความสำเร็จก็กลายเป็นหลักฐานมัดตัว และลูกจ้างทุกคนคือความเสี่ยงที่จะกลายเป็นพยานหรือผู้ให้ข้อมูล ธุรกิจจึงขยายไม่ได้ ทฤษฎีนี้ถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวางในวงการอาชญาวิทยา แต่ยังไม่ค่อยมีใครนำกรอบทั้งหมดมาทดสอบอย่างเป็นระบบ คำถามของงานวิจัยนี้จึงเป็นว่า เมื่อตลาดย้ายจากโลกกายภาพไปสู่โลกดิจิทัล ความไร้ระเบียบยังคงอยู่หรือไม่ ผู้วิจัยนำมิติทั้งเจ็ดของกรอบทฤษฎีมาวิเคราะห์การค้ายาเสพติดบนดาร์กเน็ต โดยใช้สำนวนคดีจับกุมในสหรัฐอเมริกา 80 คดี (ค.ศ. 2013 ถึง 2021) ร่วมกับการสัมภาษณ์อดีตผู้ค้า 10 ราย ผลปรากฏว่าบางด้านยังตรงกับทฤษฎี คือวิสาหกิจมีขนาดเล็กและอยู่ได้ไม่นาน แต่หลายด้านกลับสวนทาง เพราะความไม่ระบุตัวตนบนดาร์กเน็ตทำให้ข้อมูลไหลเวียนได้อีกครั้ง ผู้ค้าจึงโฆษณา สร้างแบรนด์ และเปิดเผยชื่อเสียงของตนได้อย่างเปิดเผย ผู้วิจัยสรุปว่าการไหลเวียนของข้อมูล ความไว้วางใจที่ถูกจัดโครงสร้าง และระดับการจัดระเบียบที่สูง ทำให้ตลาดดาร์กเน็ตใกล้เคียงกับธุรกิจที่ถูกกฎหมายมากเกินกว่าจะเรียกว่าไร้ระเบียบอย่างแท้จริงได้
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
- พิจารณาว่าทฤษฎีของรอยเตอร์ใช้อธิบายการค้ายาเสพติดบนดาร์กเน็ตได้หรือไม่ แทนการอ้างถึงเพียงในเชิงอภิปราย
- นำกรอบทฤษฎีมาใช้ครบทั้งเจ็ดมิติ ได้แก่ การจ้างงาน อุปทาน สินเชื่อ การกำกับดูแล การขายขั้นสุดท้าย ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ และการกระจายสายผลิตภัณฑ์
- ตรวจสอบว่าโครงสร้างการจัดระเบียบของตลาดดาร์กเน็ตส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ค้าอย่างไร
- ประเมินนัยต่อการกำกับดูแลแบบตลาด เครือข่าย และลำดับชั้น
วิธีการศึกษา
- สืบค้นด้วยคำสำคัญจาก Pacermonitor ซึ่งเป็นคลังสำนวนคดีสาธารณะของสหรัฐอเมริกา พบ 89 คดี คัดเหลือ 80 คดีที่ตรงประเด็นและเข้าถึงเอกสารได้ครบถ้วน แล้วลงรหัสตามมิติของกรอบทฤษฎี
- คดีครอบคลุมปี ค.ศ. 2013 ถึง 2021 ปีที่พิพากษาโดยเฉลี่ยคือ ค.ศ. 2018 ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากคำฟ้องคดีอาญา กลุ่มตัวอย่างเอนเอียงไปทางผู้ค้าชาวอเมริกัน แต่มีผู้กระทำผิดชาวฝรั่งเศสและชาวดัตช์รวมอยู่ด้วย
- สัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างอดีตผู้ค้า 10 ราย ผ่านจดหมายหรือระบบสื่อสารภายในของเรือนจำ โดยปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้การรับรองจริยธรรมการวิจัยของ Tilburg University
- นิยามผู้ค้าว่าเป็นผู้ค้าระดับสูงที่ค้ายาเสพติดผ่านบัญชีร้านค้าอย่างสม่ำเสมอและประสบความสำเร็จ ผู้ค้าในทั้งสองชุดข้อมูลถูกจับกุมแล้วทั้งหมด
ข้อค้นพบสำคัญ
- การจ้างงานมีโครงสร้างมากกว่าที่ทฤษฎีคาดการณ์ไว้ จากสำนวน 72 คดีที่มีข้อมูลโครงสร้างกลุ่ม พบว่า 51 คดีเป็นทีมขนาดเล็กสองถึงห้าคน โดยในจำนวนนี้ 29 คดีมีโครงสร้างลำดับชั้นที่ชัดเจน ส่วนที่เหลือมีลักษณะยืดหยุ่นแบบร่วมกันกระทำผิด
- ยังคงมีความคล้ายคลึงกับอาชญากรรมไร้ระเบียบ วิสาหกิจมีขนาดเล็กและอยู่ได้ไม่นาน (ในสำนวนคดีอยู่ระหว่าง 1 ถึง 96 เดือน เฉลี่ย 19.3 เดือน) การกระจายไปสู่สินค้าผิดกฎหมายประเภทอื่นอย่างแท้จริงพบได้น้อย (3 คดี) และการจับกุมผู้ประกอบการทำให้วิสาหกิจยุติลงในทั้งสองชุดข้อมูล
- สินเชื่อทำงานต่างไปจากที่รอยเตอร์อธิบายไว้ การทำบัญชีพบได้น้อย (12 คดี) แต่ข้อมูลบนหน้าร้านสาธารณะทำหน้าที่เป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จ โดยรายได้ที่บันทึกไว้เฉลี่ยราว 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 29 คดีที่มีรายงานตัวเลขรายได้ ผู้ค้าทุกรายขายผ่านคริปโตมาร์เก็ต จึงอยู่ภายใต้ระบบเอสโครว์ ซึ่งเป็นกลไกสินเชื่อที่ตลาดทำหน้าที่เป็นคนกลาง
- การกำกับดูแลเป็นทางการมากกว่าจะไม่มีเลย ดำเนินผ่านผู้ดูแลตลาดและการเก็บค่าธรรมเนียม การทุจริตไม่ปรากฏเป็นประเด็นสำคัญในทั้งสองชุดข้อมูล และไม่พบหลักฐานว่ามีการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือควบคุม การระบุตัวผู้ค้าเกิดจากความผิดพลาดของผู้ค้าเองมากที่สุด (43 คดี) มากกว่าการสืบสวนเพียงอย่างเดียว (16 คดี) หรือผู้ให้ข้อมูล (11 คดี)
- ขอบเขตธุรกิจคล้ายกับธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ผู้ค้าทุกรายใช้ตลาดระดับประเทศเป็นอย่างน้อย มีการอ้างถึงการสร้างแบรนด์ (30 คดี) และการโฆษณา (28 คดี) และผู้ค้าที่ให้สัมภาษณ์ทั้งสิบรายระบุว่าตนจัดส่งใหม่หรือคืนเงินเมื่อลูกค้าร้องเรียน แต่มีผู้ค้าเพียงส่วนน้อยที่จัดส่งระหว่างประเทศ (7 คดี และ 2 รายจากการสัมภาษณ์)
ข้อเสนอแนะ
- ใช้กรอบอาชญากรรมไร้ระเบียบเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ครบทุกมิติ ไม่ใช่เพียงอ้างอิงประกอบการอภิปราย
- ต่อยอดทฤษฎีที่มีอยู่แทนการสร้างทฤษฎีใหม่ทั้งหมด สำหรับอาชญากรรมที่ผสานเข้ากับโลกออนไลน์
- ทบทวนมุมมองต่อการกำกับดูแลของตลาดว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการค้าบางส่วน เมื่อคำนึงถึงเอสโครว์ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และระบบชื่อเสียง
- ขยายการวิจัยไปสู่ผู้กระทำผิดที่ยังเคลื่อนไหว เนื่องจากข้อมูลทั้งสองชุดมีเฉพาะผู้ค้าที่ถูกจับกุมแล้ว
ประเด็นสำคัญที่ควรจดจำ (Key Takeaways)
- การค้ายาเสพติดบนดาร์กเน็ตมีระเบียบมากเกินกว่าจะเรียกว่าอาชญากรรมไร้ระเบียบอย่างแท้จริง แต่ผู้เขียนก็ระบุชัดเจนเช่นกันว่าไม่ควรถือเป็นอาชญากรรมจัดตั้งอย่างแท้จริง หากเป็นรูปแบบผสมของการกำกับดูแลแบบตลาด เครือข่าย และลำดับชั้น
- จุดที่ชี้ขาดคือข้อจำกัดด้านการไหลเวียนของข้อมูล ซึ่งเป็นแกนกลางของทฤษฎีรอยเตอร์ แต่ไม่ทำงานในบริบทดิจิทัล จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกรอบเดิมจึงอธิบายตลาดดาร์กเน็ตได้ไม่ครบ
- ฐานข้อมูลของงานวิจัยนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยและอาเซียน ประเด็นที่นำมาปรับใช้ได้คืออำนาจควบคุมอยู่ที่ระดับแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ความรุนแรงในระดับท้องถนน
เอกสารอ้างอิง
Joyce, T. (2025). Disorganized crime? Applying Reuter's classic theory to darknet drug vending. European Journal on Criminal Policy and Research. Advance online publication. https://doi.org/10.1007/s10610-025-09635-y
อ่านฉบับเต็ม (Open Access): https://link.springer.com/article/10.1007/s10610-025-09635-y







