กฎหมายระหว่างประเทศแยกการลักลอบขนคนข้ามชาติออกจากการค้ามนุษย์ โดยนิยามทั้งสองไว้ในพิธีสารคนละฉบับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฉบับเดียวกัน การลักลอบขนคนถือเป็นความผิดต่อรัฐ เพราะเป็นการละเมิดพรมแดนของรัฐ โดยผู้เดินทางยินยอมให้พาข้ามไปเอง ส่วนการค้ามนุษย์ถือเป็นความผิดต่อบุคคล เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ถูกเคลื่อนย้ายไปโดยไม่สมัครใจ นโยบายของรัฐวางอยู่บนการแบ่งประเภทนี้ แต่ในทางปฏิบัติเส้นแบ่งดังกล่าวยังเป็นข้อถกเถียงและมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับน้อย งานวิจัยนี้จึงวิเคราะห์บทสัมภาษณ์แบบไม่ระบุตัวตน 71 ราย จากผู้ที่เดินทางอย่างผิดกฎหมายออกจากลิเบีย ได้รับการช่วยเหลือกลางทะเล และขึ้นฝั่งที่มอลตาในปี 2018 และ 2019 โดยเจาะจงที่ผู้ให้สัมภาษณ์ 17 รายซึ่งทำงานในสภาพที่เข้าเกณฑ์นิยามแรงงานบังคับ ผลการศึกษาพบว่าสถานะของคนคนเดียวกันเปลี่ยนไปมาได้ทั้งสองทิศทางระหว่างการถูกลักลอบขนกับการถูกค้ามนุษย์ ทำให้การลักลอบขนคน แรงงานบังคับ แรงงานขัดหนี้ การกรรโชกทรัพย์ การลักพาตัว และการค้ามนุษย์ ทับซ้อนกันตลอดเส้นทาง
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
- ตรวจสอบว่าการลักลอบขนคนข้ามชาติและการค้ามนุษย์มาบรรจบและพร่าเลือนกันที่จุดใดและอย่างไรบนเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง (CMR) สู่ยุโรป
- วางตำแหน่งการแสวงประโยชน์ที่เข้าเกณฑ์นิยามทางกฎหมายของการค้ามนุษย์ ไว้ในบริบทการเดินทางที่บางช่วงมีผู้ลักลอบขนคนเป็นผู้อำนวยความสะดวก
- ตั้งคำถามต่อการแบ่งขั้วระหว่างผู้ถูกลักลอบขนที่มีอำนาจตัดสินใจ กับเหยื่อค้ามนุษย์ที่ไร้อำนาจตัดสินใจ
- พิจารณานัยต่อพันธกรณีของรัฐที่มีต่อผู้ย้ายถิ่นซึ่งถูกแสวงประโยชน์อย่างรุนแรง
วิธีการศึกษา
- วิเคราะห์เชิงคุณภาพจากบันทึกบทสัมภาษณ์แบบไม่ระบุตัวตน 71 ราย ซึ่งได้รับจาก Global Initiative against Transnational Organised Crime เก็บข้อมูลที่ศูนย์รับผู้เดินทางแรกเข้า Marsa ประเทศมอลตา ระหว่างกรกฎาคม 2018 ถึงกันยายน 2019
- ชาย 63 คน หญิง 8 คน อายุ 18 ถึง 50 ปี ณ วันสัมภาษณ์ อายุเฉลี่ย 21 ปี อย่างน้อย 15 คนน่าจะมีอายุต่ำกว่า 18 ปีเมื่อออกจากประเทศต้นทาง และ 31 คน (44%) เป็นชาวซูดาน
- กลุ่มตัวอย่าง 71 รายคิดเป็น 1.46% ของผู้ได้รับการช่วยเหลือและขึ้นฝั่งที่มอลตา 4,851 คนในปี 2018-2019 เป็นกลุ่มตัวอย่างตามความสะดวก ผู้วิจัยไม่อ้างการนำผลไปใช้ทั่วไป
- ใช้แนวทางเชิงสถานการณ์ (Clarke, 1997) พิจารณาว่าเกิดอะไร ที่ใด เมื่อใด และอย่างไรในแต่ละกรณี แล้วเปรียบเทียบข้ามกรณี ข้อจำกัดที่ระบุไว้ได้แก่ อคติจากการรายงานด้วยตนเอง และความเป็นไปได้ที่การแสวงประโยชน์ทางเพศจะถูกรายงานต่ำกว่าจริง
- ใช้นิยามแรงงานบังคับตามอนุสัญญา ILO ปี 1930 เป็นหลักยึดในการลงรหัส จากนั้นพิจารณาเหตุการณ์ที่พบเทียบกับองค์ประกอบ act, means และ purpose ของพิธีสารว่าด้วยการค้ามนุษย์
ข้อค้นพบสำคัญ
- ผู้ให้สัมภาษณ์ 17 ราย (24%) ทำงานในสภาพที่เข้าเกณฑ์นิยามแรงงานบังคับของ ILO ทั้งหมดเกิดขึ้นในลิเบีย โดย 11 รายเกิดขึ้นระหว่างถูกกักตัว
- ผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนเคยถูกกักตัวอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ณ วันสัมภาษณ์ โดย 68% (n=48) ถูกกักตัวก่อนถึงมอลตาด้วย เมื่อไม่นับการกักตัวเมื่อมาถึงมอลตา พบว่า 56 จาก 63 เหตุการณ์การกักตัวเกิดในลิเบีย ผู้วิจัยเสนอว่าการจงใจใช้การทรมานเพื่อเรียกค่าไถ่ แรงงานบังคับ และการกรรโชกทรัพย์ในสถานกักตัวบางแห่ง เข้าเกณฑ์องค์ประกอบด้าน purpose
- การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้ทั้งสองทิศทาง การเปลี่ยนจากการค้ามนุษย์ไปสู่การลักลอบขนคนเกิดขึ้นเมื่อผู้ถูกกักตัวเจรจาซื้อการข้ามทะเลจากผู้ควบคุมตัวเพื่อแลกกับอิสรภาพ ผู้ให้สัมภาษณ์หลายรายเล่าว่าผู้ลักลอบขนคนบังคับผู้ย้ายถิ่นขึ้นเรือ บางครั้งใช้อาวุธปืนข่มขู่ และมีหนึ่งรายที่ถูกผู้ลักลอบขนคนขายเข้าสู่แรงงานบังคับที่เหมืองทอง Kouri Bougoudi
- อำนาจตัดสินใจไม่ใช่สิ่งที่แยกสองประเภทนี้ออกจากกันโดยพื้นฐาน เพราะไม่ได้มีอย่างสมบูรณ์ในกรณีลักลอบขนคน และไม่จำเป็นต้องหายไปทั้งหมดในกรณีแรงงานบังคับหรือค้ามนุษย์ แม้ข้อจำกัดที่เผชิญจะมีมากก็ตาม
- ผู้วิจัยกำกับขอบเขตข้อเสนอของตนเองว่า ไม่ใช่ทุกการแสวงประโยชน์ที่ควรถูกเรียกว่าการค้ามนุษย์ และการตีความผู้ลักลอบขนคนใหม่ให้เป็นผู้ค้ามนุษย์อาจนำไปสู่การตอบสนองทางอาญาที่รุนแรงขึ้นต่อประชากรที่ถูกผลักไปชายขอบอยู่แล้ว
ข้อเสนอแนะ
- ให้การคุ้มครองด้านมนุษยธรรมโดยยึดจากความทุกข์ยากที่เผชิญระหว่างทาง ไม่ใช่ประเภททางกฎหมายหรือแรงจูงใจตั้งต้นในการย้ายถิ่น
- นิยามคำว่าการแสวงประโยชน์ให้ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ผู้วิจัยไม่ได้เรียกร้องให้เรียกทุกกรณีลักลอบขนคนว่าเป็นการค้ามนุษย์
- ยอมรับค่าไถ่และการกรรโชกทรัพย์ในสถานกักตัวให้กว้างขึ้นในกรอบการอภิปรายเรื่องการค้ามนุษย์ และยอมรับแรงงานขัดหนี้ในกรณีที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความเป็นทาสหรือการตกอยู่ใต้บังคับ
- ทบทวนการผลักการควบคุมชายแดนออกไปนอกประเทศในลิเบีย ซึ่งเอื้อให้เกิดสภาพที่นำไปสู่การแสวงประโยชน์ การกักตัวผู้ที่ถูกแสวงประโยชน์อย่างรุนแรงเมื่อมาถึงมอลตาขัดกับพันธกรณีของมอลตาเอง
- ขยายการวิจัยไปยังเส้นทางและกลุ่มประชากรอื่น รวมถึงประสบการณ์ของผู้หญิง และแนวทางที่รัฐในสหภาพยุโรปตอบสนองต่อการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ประเด็นสำคัญที่ควรจดจำ (Key Takeaways)
- การลักลอบขนคนข้ามชาติและการค้ามนุษย์ควรถูกมองเป็นปรากฏการณ์ที่แยกจากกันแต่เชื่อมโยงกัน ภายในความต่อเนื่องของการแสวงประโยชน์ มากกว่าจะเป็นสองกล่องทางกฎหมายที่แยกขาดจากกัน
- พิธีสารว่าด้วยการค้ามนุษย์ไม่ได้นิยามคำว่าการแสวงประโยชน์ไว้ ผู้วิจัยอ้างงานศึกษาที่ชี้ว่า เมื่อขาดองค์ประกอบเรื่องการแสวงประโยชน์อย่างเป็นทางการ ผู้ถูกลักลอบขนย่อมมีสิทธิน้อยและมักถูกผลักดันออก
- หลักฐานในงานนี้ครอบคลุมเฉพาะเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง และผู้วิจัยไม่อ้างการนำผลไปใช้ทั่วไป คำถามที่ผู้วิจัยตั้งไว้ว่าการคุ้มครองควรยึดตามป้ายทางกฎหมายหรือความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นจริง อาจเป็นคำถามที่ควรตั้งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน ทั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงของผู้จัดทำเอง งานวิจัยนี้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เอกสารอ้างอิง
Bish, A., Cockbain, E., Walsh, P. W., & Borrion, H. (2024). Exploring the 'blurred boundary': Human smuggling and trafficking on the Central Mediterranean Route to Europe. Journal of Illicit Economies and Development, 5(1), 70–94. https://doi.org/10.31389/jied.214
อ่านฉบับเต็ม (Open Access): https://jied.lse.ac.uk/articles/10.31389/jied.214







