หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีงบประมาณจำกัดมักเข้าไม่ถึงเครื่องมือนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลเชิงพาณิชย์ซึ่งมีราคาสูง ขณะที่เครื่องมือแบบโอเพนซอร์ส ซึ่งเปิดเผยรหัสต้นฉบับให้ตรวจสอบได้และใช้งานได้โดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ มีความสามารถทางเทคนิคเพียงพออยู่แล้ว แต่ศาลมักให้น้ำหนักกับเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่ผ่านการรับรองมากกว่า เพราะยังไม่มีกรอบการตรวจสอบความถูกต้องที่เป็นมาตรฐานสำหรับเครื่องมือโอเพนซอร์ส สภาพเช่นนี้จึงสร้างอุปสรรคทางการเงินที่ไม่จำเป็นต่อการสืบสวนที่มีคุณภาพ งานวิจัยนี้ทดสอบและพัฒนากรอบแนวทางที่ Ismail และคณะเสนอไว้ในปี 2024 โดยเปรียบเทียบเครื่องมือเชิงพาณิชย์สองตัวกับเครื่องมือโอเพนซอร์สสองตัวในสถานการณ์ทดสอบสามแบบ ทำซ้ำแบบละสามครั้ง แล้ววัดอัตราความผิดพลาดโดยเทียบกับผลอ้างอิง ผลปรากฏว่าเครื่องมือโอเพนซอร์สที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วให้ผลที่เชื่อถือได้และทำซ้ำได้ พร้อมความครบถ้วนของข้อมูลที่ยืนยันได้ เทียบเท่ากับเครื่องมือเชิงพาณิชย์ ผลนี้สำคัญเพราะศาลสหรัฐอเมริกาใช้เกณฑ์ที่เรียกว่ามาตรฐาน Daubert ตัดสินว่าพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับฟังได้หรือไม่ ซึ่งเรียกร้องให้วิธีการที่ใช้ต้องทดสอบซ้ำได้และมีอัตราความผิดพลาดที่ระบุได้ ผู้วิจัยจึงเสนอกรอบแนวทางที่แบ่งเป็นสามระยะ เพื่อให้การใช้เครื่องมือโอเพนซอร์สเข้าเกณฑ์เหล่านี้
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
- ตรวจสอบความถูกต้องและพัฒนากรอบแนวคิดที่ Ismail และคณะ (2024) เสนอไว้ เพื่อให้พยานหลักฐานที่ได้จากเครื่องมือโอเพนซอร์สรับฟังได้ในทางกฎหมาย
- เปรียบเทียบความสามารถและความสม่ำเสมอของเครื่องมือโอเพนซอร์สกับเครื่องมือเชิงพาณิชย์ในการผลิตพยานหลักฐานที่ถูกต้องตามหลักนิติวิทยาศาสตร์
- ตอบปัจจัยสี่ประการที่มีผลต่อการรับฟังพยานหลักฐาน ได้แก่ ความสามารถและความพร้อมใช้ของเครื่องมือ ความน่าเชื่อถือและความครบถ้วนของพยานหลักฐาน ความโปร่งใสของเครื่องมือ และการมีมาตรฐานอ้างอิง
- พัฒนากรอบแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐาน Daubert เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานนำไปใช้ได้จริง
วิธีการศึกษา
- การทดลองในสภาพแวดล้อมควบคุม ณ ห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กองบังคับใช้กฎหมายด้านเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข ประเทศมาเลเซีย โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ระบบวินโดวส์ 2 เครื่อง
- เครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่ใช้เป็นผลอ้างอิงคือ AccessData Forensic Toolkit (FTK) รุ่น 7.5.1.127 และ Forensic MagiCube ส่วนเครื่องมือโอเพนซอร์สคือ Autopsy รุ่น 4.19.3 และ ProDiscover Basic
- สถานการณ์ทดสอบ 3 แบบ ได้แก่ การสงวนรักษาและเก็บรวบรวมข้อมูลต้นฉบับ การกู้คืนไฟล์ที่ถูกลบด้วยวิธี data carving และการค้นหาร่องรอยดิจิทัลที่เจาะจงตามรูปคดี
- ทำการทดลองแบบละ 3 ครั้งเพื่อวัดความสามารถในการทำซ้ำ แล้วคำนวณอัตราความผิดพลาดโดยเทียบร่องรอยที่ได้กับผลอ้างอิง ตามแนวทางของ Manson และคณะ (2007) Flavien (2014) และมาตรฐาน NIST Computer Forensics Tool Testing
- มาตรฐาน Daubert ที่ใช้เป็นเกณฑ์ประกอบด้วยสี่ปัจจัย คือ ความสามารถในการทดสอบซ้ำและตรวจสอบโดยอิสระ การผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การมีอัตราความผิดพลาดที่ระบุได้ และการเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ
ข้อค้นพบสำคัญ
- ในสถานการณ์ที่หนึ่ง ทั้ง FTK, Forensic MagiCube, Autopsy และ ProDiscover Basic สร้างสำเนาภาพพยานหลักฐานที่มีค่าแฮช MD5 และ SHA1 ตรงกันทั้งสามครั้ง และดึงร่องรอยได้ 175 รายการ (126,489,439 ไบต์) เท่ากันทุกครั้ง โดยไม่พบข้อผิดพลาด ทั้งนี้ ProDiscover Basic ใช้เวลาน้อยกว่า
- ในสถานการณ์ที่สอง Autopsy กู้คืนไฟล์ที่ถูกลบได้ 112 รายการ (138,018,816 ไบต์) จากทุกสำเนาภาพ โดยไม่พบข้อผิดพลาด ซึ่งตรงกับผลของเครื่องมือเชิงพาณิชย์
- ในสถานการณ์ที่สาม Autopsy ค้นพบไฟล์เป้าหมายชื่อ m57biz.xls และตรวจยืนยันค่าแฮชได้โดยไม่พบข้อผิดพลาด เช่นเดียวกับผลอ้างอิง
- ข้อจำกัดอยู่ที่เครื่องมือรายตัว ไม่ใช่ที่ความเป็นโอเพนซอร์ส ProDiscover Basic ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลที่ถูกลบได้ ต้องนำสำเนาภาพไปกู้คืนด้วย Autopsy แทน และไม่สามารถทำสถานการณ์ที่สามได้ เพราะรองรับเฉพาะไฟล์ภาพนามสกุล .EVE และ .DD ตามที่ระบุในเอกสารของเครื่องมือ
- ผู้วิจัยสรุปว่าผลการทดลองสอดคล้องกับข้อกำหนดของมาตรฐาน Daubert ในด้านความสามารถทำซ้ำ ความโปร่งใสของระเบียบวิธี และอัตราความผิดพลาดที่ต่ำ พร้อมเสนอกรอบแนวทางสามระยะ ได้แก่ กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์พื้นฐาน การตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และการเตรียมความพร้อมด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลขององค์กร
ข้อเสนอแนะ
- หน่วยงานที่มีทรัพยากรจำกัดสามารถใช้เครื่องมือโอเพนซอร์สในการสืบสวนที่ถูกต้องตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ได้ โดยไม่กระทบต่อเงื่อนไขการรับฟังพยานหลักฐาน หากผ่านการตรวจสอบความถูกต้องตามกรอบแนวทางนี้
- ควรตรวจสอบความถูกต้องของพยานหลักฐานด้วยการทดสอบซ้ำก่อนนำเสนอต่อศาล ซึ่งผู้วิจัยระบุว่าเป็นช่องว่างสำคัญของการปฏิบัติงานนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลในปัจจุบัน
- ควรเลือกเครื่องมือให้สอดคล้องกับรูปคดีและความเชี่ยวชาญขององค์กร เนื่องจากเครื่องมือแต่ละตัวมีขีดความสามารถต่างกัน และองค์กรที่มีบุคลากรเชี่ยวชาญจะใช้เครื่องมือโอเพนซอร์สได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่า
- งานวิจัยต่อไปควรพัฒนาแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละเขตอำนาจศาล และขยายการตรวจสอบไปสู่สถานการณ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ Internet of Things และสภาพแวดล้อมคลาวด์
- ผู้วิจัยระบุข้อจำกัดของตนเองว่ากรอบแนวทางนี้ยืนยันผลด้วยความสามารถในการทำซ้ำ (repeatability) เป็นหลัก ยังไม่ถึงขั้นการทำซ้ำได้โดยผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ (reproducibility) ซึ่งเป็นประเด็นสำหรับการวิจัยต่อไป
ประเด็นสำคัญที่ควรจดจำ (Key Takeaways)
- ข้อจำกัดของเครื่องมือโอเพนซอร์สในทางกฎหมายไม่ได้อยู่ที่คุณภาพทางเทคนิค แต่อยู่ที่การไม่มีกรอบการตรวจสอบความถูกต้องที่เป็นมาตรฐาน เมื่อมีกรอบดังกล่าวแล้ว ผลการทดลองแสดงว่าเครื่องมือโอเพนซอร์สให้ผลเทียบเท่าเครื่องมือเชิงพาณิชย์
- ค่าแฮชที่ตรงกันทุกครั้งของการทดสอบซ้ำคือหลักฐานที่ใช้ยืนยันว่าพยานหลักฐานไม่ถูกเปลี่ยนแปลง และเป็นสิ่งที่ทำให้ผลการตรวจพิสูจน์ตรวจสอบย้อนกลับได้
- สำหรับประเทศไทย งานวิจัยนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยงานที่มีงบประมาณจำกัด เพราะ Autopsy เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ทั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงของผู้จัดทำเอง งานวิจัยนี้ทดลองในประเทศมาเลเซียและอ้างอิงมาตรฐานของศาลสหรัฐอเมริกา
เอกสารอ้างอิง
Ismail, I., & Zainol Ariffin, K. A. (2025). The admissibility of digital evidence from open-source forensic tools: Development of a framework for legal acceptance. PLOS ONE, 20(9), Article e0331683. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0331683
อ่านฉบับเต็ม (Open Access): https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0331683







