ความมืดเพิ่มความเสี่ยงของอาชญากรรมบางประเภทหรือไม่: บทความแบบ registered report

สิงหาคม 3, 2026

คนทั่วไปเชื่อกันว่าอาชญากรรมเกิดง่ายขึ้นเมื่อมืด แต่การพิสูจน์เรื่องนี้ยากกว่าที่คิด เพราะจำนวนคดีเปลี่ยนไปตามเวลาของวันอยู่แล้ว และยังเปลี่ยนไปตามฤดูกาลด้วย ทั้งสภาพอากาศและช่วงปิดเทอม การนำคดีตอนกลางคืนไปเทียบกับคดีตอนกลางวันตรง ๆ จึงสรุปอะไรไม่ได้ งานวิจัยนี้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีที่เรียบง่าย คือเลือกชั่วโมงที่ในฤดูหนาวมืดแต่ในฤดูร้อนยังสว่าง เช่นช่วง 18:30 ถึง 19:29 ในเมืองเชฟฟิลด์ แล้วเทียบจำนวนคดีในชั่วโมงเดียวกันนี้ระหว่างช่วงที่มืดกับช่วงที่สว่าง วิธีนี้ทำให้เวลาของวันเป็นค่าคงที่ จากนั้นเพิ่มชั่วโมงควบคุมที่สว่างตลอดทั้งปี เช่นช่วง 14:00 ถึง 14:59 เข้ามาเทียบคู่กัน เพื่อแยกว่าสิ่งที่เห็นเกิดจากความมืดหรือเกิดจากฤดูกาล ผู้วิจัยใช้ข้อมูลคดีรายคดีสิบปีของตำรวจเซาท์ยอร์กเชียร์ในสหราชอาณาจักร ซึ่งแก้ข้อจำกัดของงานที่ผ่านมาที่เข้าถึงได้เพียงข้อมูลแบบรวมกลุ่ม และดำเนินการแบบ registered report คือประกาศสมมติฐานและแผนการวิเคราะห์ต่อสาธารณะก่อนที่จะได้เห็นข้อมูล ผลปรากฏว่าความเสี่ยงต่ออาชญากรรมโดยรวมสูงขึ้นเมื่อมืด แต่ไม่ได้สูงขึ้นในทุกประเภทของอาชญากรรมและไม่ได้สูงขึ้นในทุกพื้นที่

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

- ทดสอบว่าความเสี่ยงต่ออาชญากรรมโดยรวมในช่วงเวลาเดียวกันของวัน สูงกว่าเมื่ออยู่ในความมืดเทียบกับเมื่ออยู่ในเวลากลางวันหรือไม่

- ทดสอบว่าผลของความมืดแตกต่างกันไปตามประเภทของอาชญากรรมหรือไม่

- ทดสอบว่าผลของความมืดแตกต่างกันไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือไม่

- แก้ข้อจำกัดของงานที่ผ่านมาซึ่งใช้ข้อมูลอาชญากรรมแบบรวมกลุ่ม จนต้องลดทอนรายละเอียดเรื่องประเภทความผิดและสถานที่ ด้วยการเข้าถึงบันทึกคดีรายคดีจากหน่วยงานตำรวจโดยตรง

วิธีการศึกษา

- นิยามความมืดคือช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าหรือเท่ากับ -6 องศา ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างสนธยาพลเรือนกับสนธยาการเดินเรือ มีค่าความสว่างเฉลี่ย 2.33 ลักซ์ ส่วนเวลากลางวันคือช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่สูงกว่าหรือเท่ากับ 0 องศา มีค่าความสว่างเฉลี่ย 509 ลักซ์

- ใช้วิธีเปรียบเทียบชั่วโมงกรณีศึกษากับชั่วโมงควบคุม โดยจับคู่ 3 คู่ ได้แก่ 17:30-18:29 คู่กับ 13:00-13:59, 18:30-19:29 คู่กับ 14:00-14:59 และ 19:30-20:29 คู่กับ 15:00-15:59 แล้วคำนวณเป็นค่า odds ratio ซึ่งค่าที่สูงกว่า 1 อย่างมีนัยสำคัญหมายถึงความเสี่ยงเมื่อมืดสูงกว่าเมื่อสว่าง

- ข้อมูลจากระบบบันทึกคดีของตำรวจเซาท์ยอร์กเชียร์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บาร์นสลีย์ เชฟฟิลด์ รอเธอร์แฮม และดอนคาสเตอร์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2010 ถึง 31 ธันวาคม 2019 บันทึกตามระเบียบการนับคดีของกระทรวงมหาดไทยสหราชอาณาจักรและมาตรฐานการบันทึกอาชญากรรมแห่งชาติ

- ดึงข้อมูลได้ 43,302 คดี แล้วตัดคดีที่เกิดในวันที่ชั่วโมงกรณีศึกษาอยู่ในช่วงสนธยาบางส่วนออก เหลือ 34,618 คดีสำหรับการวิเคราะห์หลัก จำแนกเป็น 14 ประเภทความผิด และแก้ค่า p ด้วยวิธี Holm-Bonferroni เพื่อชดเชยการทดสอบหลายครั้ง

- เป็นงานแบบ registered report ที่ออกแบบมาป้องกันการตั้งสมมติฐานย้อนหลัง โดยผู้เขียนสองคนที่พัฒนาสมมติฐานและแผนวิเคราะห์ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลเลย เขียนสคริปต์ภาษา R ส่งให้ผู้เขียนอีกสามคนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปรันกับข้อมูล และเผยแพร่แผนการวิเคราะห์ก่อนเข้าถึงข้อมูลใด ๆ

ข้อค้นพบสำคัญ

- ค่า odds ratio รวมของอาชญากรรมทั้ง 14 ประเภทอยู่ที่ 1.30 (95% CI: 1.24-1.35, p < 0.001) หมายความว่าความมืดเพิ่มความเสี่ยงต่ออาชญากรรมโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

- มี 5 ประเภทจาก 14 ประเภทที่มีค่าสูงกว่า 1 อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การลักทรัพย์ในเคหสถาน 2.58 (2.24-2.97) ความผิดเกี่ยวกับยานพาหนะ 2.00 (1.73-2.33) การชิงทรัพย์บุคคล 1.87 (1.33-2.62) การลักทรัพย์จักรยาน 1.68 (1.26-2.24) และการทำให้เสียทรัพย์ 1.55 (1.39-1.73)

- ประเภทที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญรวมถึงความรุนแรงที่ทำให้เกิดบาดเจ็บ (0.97) ความรุนแรงที่ไม่ทำให้เกิดบาดเจ็บ (0.91) การลักทรัพย์จากตัวบุคคล (0.83) และการลักทรัพย์ในร้านค้า (1.16) ซึ่งสามค่าแรกต่ำกว่า 1 แต่ไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญ

- ผลยังแตกต่างกันตามพื้นที่ จากพื้นที่สถิติย่อยระดับกลาง (Middle Super Output Area) ทั้งหมด 172 พื้นที่ในเซาท์ยอร์กเชียร์ มี 25 พื้นที่ที่มีค่าสูงกว่า 1 อย่างชัดเจน โดยค่าทั้งหมดกระจายตั้งแต่ 0.45 ถึง 7.00

- ผู้วิจัยระบุว่าค่าช่วงความเชื่อมั่นของหลายพื้นที่กว้างมาก เพราะจำนวนคดีในแต่ละพื้นที่มีน้อย และเลือกไม่คำนวณแยกรายประเภทความผิดในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากจำนวนคดีที่น้อยเกินไปอาจนำไปสู่การระบุตัวผู้เสียหายได้

ข้อเสนอแนะ

- ผลการศึกษาชี้ว่าไฟส่องสว่างอาจมีบทบาทช่วยลดความเสี่ยง แต่ผู้วิจัยระบุว่ายังต้องการการยืนยันเพิ่มเติม

- งานวิจัยต่อไปควรตรวจสอบว่าการมีไฟส่องสว่างและคุณลักษณะของแสง เช่น ระดับความสว่างและความสม่ำเสมอ มีผลต่อความเสี่ยงอย่างไร เพื่อนำไปใช้ออกแบบไฟให้เหมาะสม

- การออกแบบไฟต้องชั่งน้ำหนักกับผลเสีย ซึ่งผู้วิจัยระบุไว้ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและคาร์บอน มลภาวะทางแสง และผลกระทบต่อพืชและสัตว์

- งานวิจัยต่อไปต้องคำนึงถึงการผลักอาชญากรรมไปพื้นที่ข้างเคียง เพราะงานที่ผ่านมาชี้ว่าสภาพแสงในพื้นที่หนึ่งอาจส่งผลต่อการก่ออาชญากรรมในพื้นที่ติดกัน

- ผู้วิจัยเสนอว่าวิธีการที่ใช้ในงานนี้สามารถนำไปใช้เป็นมาตรวัดประสิทธิผลของไฟส่องสว่างในการลดความเสี่ยงหลังมืด และใช้ประเมินการผลักอาชญากรรมระหว่างพื้นที่ข้างเคียงได้

ประเด็นสำคัญที่ควรจดจำ (Key Takeaways)

- ความมืดเพิ่มความเสี่ยงต่ออาชญากรรมทรัพย์สินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลักทรัพย์ในเคหสถานที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเมื่อสว่างราวสองเท่าครึ่ง แต่ไม่พบผลกับอาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยเลือกได้ว่าควรลงทุนกับไฟส่องสว่างเพื่อรับมืออาชญากรรมประเภทใด

- จุดแข็งของงานนี้อยู่ที่การประกาศสมมติฐานและแผนวิเคราะห์ก่อนเห็นข้อมูล และแยกคนตั้งสมมติฐานออกจากคนที่เข้าถึงข้อมูล ทำให้ผลที่ได้ไม่อาจถูกกล่าวหาว่าเลือกวิเคราะห์เฉพาะสิ่งที่ออกมาสวย

- สำหรับประเทศไทย ข้อมูลนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะติดไฟส่องสว่างเพื่อแก้ปัญหาอะไรได้ ทั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงของผู้จัดทำเอง งานวิจัยนี้ศึกษาเฉพาะสหราชอาณาจักร ซึ่งช่วงกลางวันและกลางคืนต่างกันตามฤดูกาลมากกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

เอกสารอ้างอิง

Uttley, J., Canwell, R., Smith, J., Falconer, S., Mao, Y., & Fotios, S. (2025). Does darkness increase the risk of certain types of crime? A registered report article. PLOS ONE, 20(6), Article e0324134. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0324134

อ่านฉบับเต็ม (Open Access): https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0324134