ผลของการปรับปรุงไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะต่อการลดอาชญากรรมและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในประเทศชิลี

กรกฎาคม 20, 2026

การเพิ่มแสงสว่างในที่สาธารณะเป็นแนวคิดพื้นฐานของการป้องกันอาชญากรรมเชิงสถานการณ์ ซึ่งมุ่งแก้ที่สภาพแวดล้อมแทนที่จะแก้ที่ตัวผู้กระทำผิด โดยตั้งอยู่บนความคิดว่าเมื่อพื้นที่สว่างขึ้น ผู้คนมองเห็นกันมากขึ้น ผู้กระทำผิดจึงเสี่ยงต่อการถูกพบเห็นมากขึ้น ประเทศชิลีมีโครงการเปลี่ยนไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะทั่วประเทศ แต่การประเมินว่าโครงการนี้ได้ผลหรือไม่ทำได้ยาก เพราะไม่มีใครสุ่มเลือกว่าเทศบาลใดจะได้เปลี่ยนไฟ ผู้วิจัยจึงใช้วิธีจับคู่เทศบาลที่ได้เปลี่ยนไฟกับเทศบาลที่ไม่ได้เปลี่ยนซึ่งมีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน เพื่อจำลองการทดลองแบบสุ่มจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยเปรียบเทียบเทศบาลที่เปลี่ยนไฟ 101 แห่งกับเทศบาลที่ไม่ได้เปลี่ยน 244 แห่ง ระหว่างปี 2015 ถึง 2019 ผลที่ได้ไม่ได้ไปในทางเดียวกันทั้งหมด อาชญากรรมบางประเภทและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยหลายอย่างลดลง แต่การปล้นทรัพย์โดยใช้ความรุนแรงกลับไม่ลดลง

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

- ประเมินผลของโครงการเปลี่ยนไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะต่อการลดอาชญากรรมและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในเทศบาลต่าง ๆ ของประเทศชิลี

- แยกผลของการเปลี่ยนไฟออกจากความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเทศบาล ด้วยการจำลองการทดลองแบบสุ่มจากข้อมูลเชิงสังเกต

- ตรวจสอบว่าผลของโครงการแตกต่างกันไปตามประเภทของอาชญากรรมและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยหรือไม่

- ประเมินว่าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีมาตรการเสริม

วิธีการศึกษา

- ข้อมูลจากแหล่งราชการ 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ศึกษาและวิเคราะห์อาชญากรรม (CEAD) สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน สถาบันสถิติแห่งชาติ (INE) หอสมุดรัฐสภาแห่งชาติ (BCN) และระบบสารสนเทศเทศบาลแห่งชาติ (SINIM) ผ่านกระบวนการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและตรวจสอบความสอดคล้อง

- ใช้เทศบาลเป็นหน่วยวิเคราะห์ เพราะเป็นหน่วยการปกครองของประเทศ ช่วงเวลาที่ศึกษาคือปี 2015 ถึง 2019 โดยปี 2015 เป็นปีก่อนโครงการ การเปลี่ยนไฟดำเนินการจนถึงปี 2018 และปี 2019 เป็นปีหลังโครงการ ส่วนปีถัดจากนั้นไม่นำมาใช้เพราะข้อจำกัดช่วงการระบาดโควิด-19 ทำให้รูปแบบอาชญากรรมผิดไปจากปกติ

- เทศบาลที่เปลี่ยนไฟมี 101 แห่ง แบ่งเป็น 12 แห่งในปี 2016, 72 แห่งในปี 2017 และ 17 แห่งในปี 2018 ส่วนเทศบาลที่ไม่ได้เปลี่ยนไฟและใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบมี 244 แห่ง

- ตัวแปรที่วัดฝั่งอาชญากรรมมี 4 ประเภท ได้แก่ ลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์โดยใช้ความรุนแรง วิ่งราวทรัพย์ และลักทรัพย์ยานพาหนะ ส่วนฝั่งความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยมี 6 ประเภท ได้แก่ การค้าขายบนทางสาธารณะ การดื่มสุราในที่สาธารณะ การทำลายทรัพย์สิน ความวุ่นวายในที่สาธารณะ การเมาสุราในที่สาธารณะ และการทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะ ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในพื้นที่สาธารณะซึ่งสภาพแสงอาจมีผล

- ใช้วิธี propensity score ซึ่งคำนวณความน่าจะเป็นที่เทศบาลหนึ่งจะได้เข้าโครงการจากคุณลักษณะที่สังเกตได้ แล้วจับคู่เทศบาลที่เข้าโครงการกับเทศบาลที่ไม่ได้เข้าโครงการซึ่งมีค่าใกล้เคียงกัน โดยควบคุมตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคมของเทศบาลกว่ายี่สิบตัว เช่น ความหนาแน่นประชากร ดัชนีความยากจน อัตราการออกกลางคัน และสัดส่วนประชากรในชนบท

- ประมาณค่าด้วยสองวิธีคือการแบ่งชั้น (stratification) แบ่งเป็น 5 ชั้นและ 10 ชั้น และการจับคู่ (matching) และคำนวณจากอัตราต่อประชากร 10,000 คน เพื่อไม่ให้ขนาดประชากรของเทศบาลบิดเบือนผล

ข้อค้นพบสำคัญ

- ผลที่ได้จากทุกวิธีการประมาณค่ามีทิศทางและขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้วิจัยถือเป็นสัญญาณว่าผลมีความสอดคล้องกัน

- ค่าที่ได้เป็นลบ ซึ่งหมายถึงลดลง ในทุกประเภทของอาชญากรรมและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ยกเว้นการปล้นทรัพย์โดยใช้ความรุนแรงที่กลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทุกวิธีการประมาณค่า

- ในฝั่งอาชญากรรม มีเพียงการวิ่งราวทรัพย์เท่านั้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อรวมอาชญากรรมทุกประเภทเข้าด้วยกันกลับไม่พบผลที่มีนัยสำคัญ

- ในฝั่งความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย มี 2 ประเภทที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือการทำลายทรัพย์สินและการเมาสุราในที่สาธารณะ ส่วนอีก 4 ประเภทลดลง และเมื่อรวมทุกประเภทเข้าด้วยกันพบผลที่มีนัยสำคัญ โดยลดลงระหว่างร้อยละ 9.52 ถึง 14.76 ขึ้นอยู่กับวิธีการประมาณค่า

- ขนาดของการลดลงต่างกันมากระหว่างแต่ละประเภท ตั้งแต่ร้อยละ 10.98 ในการทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะเมื่อใช้วิธีแบ่ง 5 ชั้น ไปจนถึงร้อยละ 58.12 ในความวุ่นวายในที่สาธารณะเมื่อใช้วิธีจับคู่แบบเหมาะที่สุดกับทั้งกลุ่มตัวอย่าง โดยการค้าขายบนทางสาธารณะลดลงมากที่สุดในภาพรวม และไม่มีวิธีใดที่ให้ผลต่ำกว่าร้อยละ 40

ข้อเสนอแนะ

- การปรับปรุงไฟฟ้าส่องสว่างช่วยได้ แต่ไม่เพียงพอสำหรับอาชญากรรมรุนแรง ผู้วิจัยระบุว่าการปล้นทรัพย์โดยใช้ความรุนแรงไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

- มาตรการเสริมที่ผู้วิจัยระบุถึงคือการวางกำลังสายตรวจแบบเจาะจงพื้นที่ และการลงทุนในโครงการระดับชุมชน

- ควรมองการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเป็นเครื่องมือหนึ่งในการป้องกันอาชญากรรมเชิงสถานการณ์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยเมืองแบบบูรณาการ ไม่ใช่มาตรการเดี่ยว

- งานวิจัยต่อไปควรตรวจสอบว่าปัจจัยอื่น เช่น สายตรวจแบบเจาะจงและโครงการชุมชน จะช่วยเสริมผลยับยั้งของไฟฟ้าส่องสว่างได้หรือไม่

- ผู้วิจัยระบุข้อจำกัดของตนเองไว้สามข้อ คือการออกแบบเชิงสังเกตทำให้ไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างชัดเจน การพึ่งพาบันทึกของตำรวจและการแจ้งความของประชาชนทำให้มีความเสี่ยงเรื่องการแจ้งความต่ำกว่าความเป็นจริงซึ่งอาจต่างกันไปในแต่ละเทศบาล และการวิเคราะห์ไม่ได้แยกระหว่างการติดตั้งไฟใหม่กับการปรับปรุงระบบเดิม

ประเด็นสำคัญที่ควรจดจำ (Key Takeaways)

- แสงสว่างไม่ได้ลดอาชญากรรมทุกประเภทเท่ากัน ผลชัดเจนที่สุดอยู่ที่ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในที่สาธารณะ ส่วนฝั่งอาชญากรรมมีเพียงการวิ่งราวทรัพย์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และการปล้นทรัพย์โดยใช้ความรุนแรงไม่ลดลงเลย

- ผู้วิจัยเรียกผลที่ได้ว่าเป็นหลักฐานเชิงสหสัมพันธ์ ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ เนื่องจากเป็นการศึกษาเชิงสังเกตที่ไม่สามารถควบคุมตัวแปรที่มองไม่เห็นได้ทั้งหมด

- สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่นำไปคิดต่อได้คือการเพิ่มไฟส่องสว่างอาจให้ผลกับความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าอาชญากรรมรุนแรง ทั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงของผู้จัดทำเอง งานวิจัยนี้ศึกษาเฉพาะประเทศชิลีและใช้การจำแนกประเภทความผิดตามระบบของชิลี

เอกสารอ้างอิง

Cadena-Urzúa, P., Guardiola, J., & Montes, F. (2025). The impact of public lighting improvement on crimes and incivilities reduction in Chile. Frontiers in Sociology, 10, Article 1541359. https://doi.org/10.3389/fsoc.2025.1541359

อ่านฉบับเต็ม (Open Access): https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fsoc.2025.1541359/full