Crime Science Weekly | EP.16 | เสาสัญญาณปลอมในรถยนต์ ยิง SMS หลอกลวงได้โดยไม่ต้องผ่านเครือข่ายมือถือ

พฤษภาคม 8, 2026

เสาสัญญาณปลอมในรถยนต์ ยิง SMS หลอกลวงได้โดยไม่ต้องผ่านเครือข่ายมือถือ

เครื่องจำลองเสาสัญญาณโทรศัพท์ปลอม หรือ False Base Station คืออุปกรณ์ที่ปลอมตัวเป็นเสาสัญญาณของเครือข่ายมือถือ เมื่อวางไว้ในรถแล้วขับตระเวนไปตามถนน โทรศัพท์ของคนที่อยู่ในรัศมีจะเข้าใจผิดว่านี่คือเสาสัญญาณจริง จึงเข้าไปเชื่อมต่อด้วย จากนั้นคนร้ายก็ส่งข้อความเข้าเครื่องได้โดยตรง

คำถามแรกที่คนส่วนใหญ่สงสัยคือ แล้วเราต้องไปกดอะไรผิดหรือเปล่าถึงโดน คำตอบคือไม่ต้องกดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

"ไม่มีปุ่มให้กดยินยอม เพราะโทรศัพท์เลือกเสาสัญญาณให้เราเองอยู่ตลอดเวลา"

ที่หลายคนเข้าใจสับสน เพราะเผลอเอาไปเทียบกับ WiFi ซึ่ง WiFi นั้นเราเห็นรายชื่อเครือข่าย เราเลือกเอง บางทีต้องใส่รหัส และเรารู้ตัวว่ากำลังต่อกับอะไรอยู่ แต่เครือข่ายมือถือไม่ได้ทำงานแบบนั้น โทรศัพท์จะมองหาเสาสัญญาณของค่ายตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วเกาะเสาที่สัญญาณดีที่สุดโดยอัตโนมัติ

ระบบถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ลองนึกถึงตอนนั่งรถไฟฟ้าจากสยามไปอโศก ระหว่างทางเครื่องต้องสลับเสาสัญญาณให้เองหลายครั้งโดยที่เราไม่รู้สึกอะไรเลย ถ้าต้องกดยืนยันทุกครั้งที่เปลี่ยนเสา คงคุยโทรศัพท์บนรถไม่ได้

คนร้ายอาศัยกลไกนี้ตรง ๆ คือปล่อยสัญญาณให้แรงกว่าเสาจริงในบริเวณนั้น โทรศัพท์จึงเลือกเกาะเสาปลอมเอง โดยไม่มีหน้าต่างขึ้นถาม ไม่มีปุ่มให้กด และเจ้าของเครื่องไม่ได้ทำอะไรผิดสักอย่าง

คำถามถัดมาคือ แล้วทำไมโทรศัพท์ถึงไม่รู้ว่าเสานั้นเป็นของปลอม ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของแคนาดาอธิบายว่า อุปกรณ์จะปล่อยสัญญาณแรงกว่าเสาจริงเพื่อหลอกให้โทรศัพท์เข้ามาเชื่อมต่อ พอเชื่อมต่อได้แล้วจึงบังคับให้เครื่องลดระดับลงไปใช้เครือข่าย 2G ซึ่งเป็นเครือข่ายรุ่นเก่าที่มาตรฐานไม่ได้บังคับให้มีการยืนยันตัวตนและการเข้ารหัสระหว่างโทรศัพท์กับเครือข่าย

พูดง่าย ๆ คือ พอเครื่องถูกลากลงไปอยู่ที่ 2G แล้ว มันไม่มีวิธีตรวจสอบเลยว่าเสาที่ตัวเองเกาะอยู่เป็นของจริงหรือของปลอม นี่คือเหตุผลที่คนร้ายต้องพาเครื่องลงไปที่ 2G ให้ได้ก่อน แล้วค่อยยิงข้อความ

ผลที่ตามมาคือคนร้ายข้ามระบบป้องกันและตัวกรองทั้งหมดที่ผู้ให้บริการเครือข่ายวางไว้คุ้มครองลูกค้า ลิงก์ในข้อความเหล่านั้นจึงไม่เคยถูกตรวจสอบว่าปลอดภัยหรือไม่ และนี่คือจุดที่ทำให้อุปกรณ์นี้อันตรายกว่าการส่ง SMS หลอกลวงแบบเดิม เพราะด่านตรวจของค่ายมือถือกรองข้อความไม่ได้ ในเมื่อข้อความไม่เคยผ่านด่านนั้นเลย

ที่มา: https://www.cyber.gc.ca/en/guidance/protect-your-devices-sms-blasters-itsap00104

คดีที่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพมหานคร

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ตำรวจจับกุมชายไทยสองคนพร้อมอุปกรณ์ในรถ ตำรวจอธิบายว่าชุดอุปกรณ์ประกอบด้วยสี่ส่วน คือแบตเตอรี่หรือเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ เครื่องจำลองเสาสัญญาณโทรศัพท์ เครื่องกระจายสัญญาณ และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ควบคุมเนื้อหาข้อความ

ผู้ต้องหาให้การว่าได้รับค่าจ้างเป็นรายวันจากชาวจีนคนหนึ่งให้มาทำงานนี้ ตำรวจระบุว่าอุปกรณ์ส่งข้อความได้ในรัศมี 1 กิโลเมตร และผู้ต้องหารับสารภาพว่าตระเวนขับรถปล่อยสัญญาณในกรุงเทพมหานคร เน้นย่านสาทร พระราม 4 สุขุมวิท และเพชรบุรี ส่งได้วันละ 20,000 ข้อความ

ข้อหาที่ตำรวจแจ้งมีถึงหกข้อ ได้แก่ ร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าเครื่องส่งสัญญาณ ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม ร่วมกันใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพยายามฉ้อโกง ร่วมกันดักสัญญาณ และร่วมกันกระทำความผิดฐานอั้งยี่

ที่มา: https://www.thaipbs.or.th/news/content/355225

 

วิธีการนี้ไม่ใช่ของใหม่ในประเทศไทย ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 มีการแถลงข่าวทลายแก๊งที่สวมรอยเป็นธนาคารกสิกรไทยส่ง SMS หลอกดูดเงิน จับผู้กระทำความผิดได้หกคน พร้อมของกลางเป็นรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจำลองเสาสัญญาณโทรศัพท์ปลอมสี่คัน และระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก่อเหตุห้าชุด

อุปกรณ์นี้ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง

รักษาการเลขาธิการ กสทช. ระบุว่าอุปกรณ์โทรคมนาคมประเภทนี้ต้องขออนุญาตนำเข้า และในกรณีของเครื่องจำลองเสาสัญญาณโทรศัพท์ปลอมนั้น กสทช. จะไม่อนุญาตให้นำเข้าเด็ดขาด เพราะถือเป็นภัยร้ายต่อประชาชน เช่นเดียวกับเครื่องกวนสัญญาณมือถือ

นั่นแปลว่าเครื่องทุกเครื่องที่คนร้ายใช้อยู่คือของเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามา ซึ่งต้องอาศัยการตรวจตราจากหลายหน่วยงานร่วมกัน โดยเฉพาะกรมศุลกากร และเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 สำนักงาน กสทช. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบการจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ศูนย์การค้ามาบุญครอง เพื่อไม่ให้มีการวางขายสินค้าที่ลักลอบนำเข้า

ในแง่ความผิด การใช้อุปกรณ์นี้ไม่ได้ผิดเฉพาะพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นโทษทางอาญาที่สูง

ที่มา: https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ/2697221

 

สิ่งที่คนทั่วไปทำได้

คำแนะนำจากศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของแคนาดามีสี่ข้อ ข้อแรกคือข้อที่ตรงจุดที่สุด หากโทรศัพท์ของท่านมีตัวเลือกให้ปิดการเชื่อมต่อเครือข่าย 2G ให้ปิดไว้ เพราะการโจมตีแบบนี้ต้องลากเครื่องลงไปที่ 2G ให้ได้ก่อน ถ้าเครื่องไม่ยอมลงไปที่นั่นเลย การโจมตีก็ทำไม่ได้ตั้งแต่ต้น

ข้อสอง ใช้การยืนยันตัวตนหลายชั้นที่ทนต่อการหลอกลวง เช่นแอปสร้างรหัสหรือกุญแจความปลอดภัยแบบฮาร์ดแวร์ แทนการรับรหัสผ่านทาง SMS

ข้อสาม อย่ากดลิงก์หรือไฟล์แนบในข้อความที่ไม่ได้ร้องขอ และข้อสี่ หากสงสัย ให้ติดต่อองค์กรนั้นผ่านช่องทางทางการของเขาเอง เช่นเบอร์ที่อยู่บนเว็บไซต์จริง แทนการตอบกลับข้อความ

สิ่งที่คดีเหล่านี้สอนในเชิงวิทยาการอาชญากรรมคือ เมื่อคนร้ายเจอกำแพงหนึ่งชั้น เขาจะหาทางเดินอ้อมกำแพงนั้นเสมอ ค่ายมือถือกรอง SMS หลอกลวงได้เก่งขึ้น คนร้ายจึงเปลี่ยนไปสร้างเสาสัญญาณของตัวเองเพื่อไม่ต้องผ่านการกรอง การป้องกันจึงต้องขยับตามไปที่ต้นทางของเครื่องมือด้วย ทั้งการสกัดการนำเข้า การเฝ้าระวังสัญญาณผิดปกติจากฝั่งผู้ให้บริการ และการที่ประชาชนรู้ทันว่าข้อความที่เด้งเข้ามาพร้อมลิงก์นั้น อาจไม่ได้มาจากเครือข่ายที่เราจ่ายเงินใช้อยู่เลย

อ้างอิง

Canadian Centre for Cyber Security. (2026). Protect your devices from SMS blasters (ITSAP.00.104)https://www.cyber.gc.ca/en/guidance/protect-your-devices-sms-blasters-itsap00104

ไทยพีบีเอส. (2568, 10 สิงหาคม). รวบ 2 หนุ่มใช้เครื่องจำลองสถานีส่งสัญญาณ ส่ง SMS หลอกลวงประชาชนhttps://www.thaipbs.or.th/news/content/355225

ไทยรัฐออนไลน์. (2566, 30 พฤษภาคม). กสทช. ยันไม่อนุญาตนำเข้าเครื่องจำลองสถานีฐานปลอมเด็ดขาดhttps://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ/2697221

ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com

ติดต่อ info@crimesci.com

#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly

#วิทยาการอาชญากรรม #SMSBlaster #FalseBaseStation #อาชญากรรมออนไลน์