คนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานสแกม กลับมาแล้วกลายเป็นผู้ต้องหา
เรื่องศูนย์สแกมตามแนวชายแดนมักถูกเล่าในมุมของเงิน คือเงินหลอกลวงไหลไปไหน ฟอกอย่างไร และใครได้ประโยชน์
บทความนี้เล่าอีกมุมหนึ่ง คือมุมของคนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในศูนย์เหล่านั้น เพราะจำนวนไม่น้อยไม่ได้สมัครใจไป
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR เผยแพร่รายงานเรื่องนี้เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2023 อธิบายวิธีชักชวนไว้ว่า คนถูกชักชวนเข้าสู่ปฏิบัติการเหล่านี้ผ่านการประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งที่ดูเป็นวิชาชีพ เช่นโปรแกรมเมอร์ นักการตลาด หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล
กระบวนการรับสมัครดูเหมือนถูกต้องตามขั้นตอน และบางครั้งซับซ้อนด้วยซ้ำ โดยอาจมีการสัมภาษณ์มากกว่าหนึ่งรอบ รวมถึงการทดสอบภาษาหรือทดสอบอย่างอื่น
รายงานระบุว่าหลายคนเห็นประกาศรับสมัครงานบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงแพลตฟอร์มที่คนรู้จักกันดีที่สุดหลายแห่ง เงื่อนไขที่เสนอในประกาศเหล่านั้นมักน่าดึงดูดมาก เช่นเงินเดือนสูง โบนัสสม่ำเสมอ ที่พักฟรี และอาหารฟรี และงานเหล่านั้นมักระบุว่าอยู่ที่กรุงเทพมหานครหรือเมืองศูนย์กลางอื่นในภูมิภาค
"หลายคนได้รับคำรับรองว่าจะได้วีซ่าทำงานเมื่อไปถึง และบางคนรายงานว่าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้ข้ามพรมแดนอีกประเทศหนึ่งไปแล้ว"
รายงานอธิบายต่อว่า เมื่อไปถึง ผู้ย้ายถิ่นมักได้รับการต้อนรับจากผู้ค้ามนุษย์ซึ่งไปรับจากสนามบินหรือด่านเข้าเมือง แล้วพาไปยังที่พักชั่วคราวหรือส่งตรงเข้าสู่พื้นที่ปิดล้อมที่ปฏิบัติการสแกมตั้งอยู่ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งมักมีอาวุธหนักคอยเฝ้า และในเวลาต่อมาผู้ค้ามนุษย์จะยึดหนังสือเดินทางไป
ที่มา: https://bangkok.ohchr.org/sites/default/files/documents/2025-01/online-scam-operations-2582023.pdf
สิ่งที่เกิดขึ้นข้างใน
รายงานฉบับเดียวกันบันทึกสภาพภายในไว้ว่า ผู้เสียหายถูกจำกัดเสรีภาพ และในบางกรณีไม่สามารถแม้แต่จะเคลื่อนย้ายระหว่างชั้นต่าง ๆ ของอาคารที่ถูกกักไว้ได้ มีรายงานถึงการที่คนถูกล่ามไว้กับโต๊ะทำงานด้วย
ผู้เสียหายจำนวนมากรายงานว่าหนังสือเดินทางถูกยึด และมักถูกยึดโทรศัพท์มือถือไปด้วย หรือถูกห้ามติดต่อเพื่อนและครอบครัวด้วยวิธีอื่น ซึ่งเป็นสภาพที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเรียกว่าการกักขังโดยตัดขาดจากโลกภายนอก
รายงานระบุว่ามีการบรรยายถึงการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายและย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงการข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อขัดคำสั่ง ฝ่าฝืนกฎของสถานที่ หรือทำยอดไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้
กลไกที่ทำให้คนออกไม่ได้คือหนี้ ผู้ค้ามนุษย์จะถือหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไว้เหนือผู้ย้ายถิ่น โดยอ้างว่าเป็นค่าเดินทาง ค่ากักตัวเมื่อมาถึง ค่าฝึกอบรม ค่าครองชีพ และค่าปรับที่ผูกกับผลงาน ซึ่งผู้เสียหายถูกบอกว่าต้องชำระให้หมดก่อนจึงจะได้รับอิสรภาพ รายงานเรียกสภาพนี้ว่าการเป็นทาสหนี้
ที่มา: https://bangkok.ohchr.org/sites/default/files/documents/2025-01/online-scam-operations-2582023.pdf
ขนาดของปัญหา และวิธีอ่านตัวเลขให้ถูก
ตัวเลขในเรื่องนี้ถูกอ้างผิดกันบ่อยมาก จึงต้องอ่านให้ตรงว่าแต่ละตัวนับอะไร
รายงานปี ค.ศ. 2023 ระบุว่าจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อการสแกมออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นประเมินได้ยาก เพราะเป็นเรื่องที่ทำกันอย่างลับ ๆ และการตอบสนองของทางการยังมีช่องโหว่
จากนั้นจึงระบุว่าแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือชี้ว่า มีคนอย่างน้อย 120,000 คนทั่วประเทศเมียนมาที่อาจถูกกักอยู่ในสภาพที่ถูกบังคับให้ทำการสแกมออนไลน์ ขณะที่การประเมินที่น่าเชื่อถือในกัมพูชาชี้ไปในทำนองเดียวกันว่ามีคนอย่างน้อย 100,000 คนถูกบังคับให้เกี่ยวข้องกับการสแกมออนไลน์
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ ตัวเลขสองตัวนี้ไม่ใช่จำนวนผู้เสียหายที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว และไม่ใช่จำนวนต่อปี แต่เป็นการประเมินจำนวนคนที่ถูกกักอยู่ในสภาพเช่นนั้น ณ ช่วงเวลาที่ประเมิน และรายงานเองก็ระบุไว้ก่อนแล้วว่าประเมินได้ยาก
ต่อมาในรายงานฉบับ ค.ศ. 2026 OHCHR ระบุว่าการประเมินที่น่าเชื่อถือล่าสุดเกี่ยวกับกำลังคนในปฏิบัติการสแกม ชี้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 300,000 คน จาก 66 ประเทศ
ที่มา: https://www.ohchr.org/sites/default/files/documents/issues/trafficking/report-a-wicked-problem.pdf
เส้นแบ่งที่ยากที่สุด ระหว่างเหยื่อกับผู้กระทำผิด

โจทย์ที่ยากที่สุดของเรื่องนี้คือ เมื่อคนออกมาจากศูนย์สแกมแล้ว จะแยกอย่างไรว่าใครเป็นเหยื่อ และใครเป็นผู้กระทำผิด
เพราะบางคนรู้ตั้งแต่ต้นว่ากำลังจะไปทำงานหลอกลวง
OHCHR ตอบเรื่องนี้ไว้ชัดในรายงานปี ค.ศ. 2026 ว่า แม้ในกรณีที่คนซึ่งเข้าไปในศูนย์เหล่านั้นอาจรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำการฉ้อโกงออนไลน์หรือกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รู้ว่าตนจะถูกกักไว้ในศูนย์และถูกกระทำความรุนแรงอย่างรุนแรง
รายงานระบุต่อว่า ไม่ว่าจะเข้าไปโดยสมัครใจหรือไม่สมัครใจ ผู้เสียหายต่างบรรยายตรงกันว่าถูกปฏิเสธไม่ให้ออก ในบางกรณีแม้จะทำงานครบตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้วก็ตาม
ในทางกฎหมาย รายงานปี ค.ศ. 2023 สรุปหลักการไว้ประโยคเดียวว่า ความยินยอมไม่มีผลทางกฎหมายในคดีค้ามนุษย์
เหตุผลอยู่ที่องค์ประกอบสามข้อของความผิดฐานค้ามนุษย์ คือการกระทำ ได้แก่การจัดหา ขนส่ง เคลื่อนย้าย ให้ที่พักพิง หรือรับตัวบุคคล วิธีการ ได้แก่การข่มขู่หรือใช้กำลัง การบังคับ การลักพาตัว การฉ้อฉล การหลอกลวง การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการอาศัยความเปราะบางของบุคคล และวัตถุประสงค์ คือการแสวงประโยชน์
เมื่อครบสามองค์ประกอบนี้แล้ว การที่ผู้เสียหายเคยตกลงใจไปเองไม่ได้ทำให้ความผิดหายไป
แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น รายงานปี ค.ศ. 2023 ระบุว่า คนกลับถูกระบุอย่างผิดพลาดว่าเป็นอาชญากรบนพื้นฐานของงานที่ทำในฐานะผู้สแกม โดยไม่ได้พิจารณาว่าพวกเขาถูกบังคับให้ทำงานนั้น หรือถูกดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง เช่นการมีสถานะเข้าเมืองโดยไม่ชอบ หรือการไม่มีใบอนุญาตทำงาน
รายงานระบุด้วยว่า ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคมีนโยบายและกระบวนการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อยู่ในทางทฤษฎี แต่กระบวนการเหล่านั้นอาจไม่ถูกนำมาใช้ในกรณีการค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้ก่ออาชญากรรม
ที่มา: https://bangkok.ohchr.org/sites/default/files/documents/2025-01/online-scam-operations-2582023.pdf
ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของเรื่องนี้
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี ค.ศ. 2025 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา จัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ Tier 2 โดยระบุว่ารัฐบาลไทยยังไม่บรรลุมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดการค้ามนุษย์อย่างครบถ้วน แต่กำลังใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญเพื่อบรรลุมาตรฐานดังกล่าว และแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นโดยรวมเมื่อเทียบกับรอบรายงานก่อนหน้า
ในส่วนที่เกี่ยวกับศูนย์สแกม รายงานระบุว่าผู้ค้ามนุษย์มักใช้ประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านสำหรับปฏิบัติการสแกมออนไลน์ซึ่งตั้งอยู่ในเมียนมา กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และฟิลิปปินส์เป็นหลัก
และระบุว่าผู้ค้ามนุษย์ชักชวนคนจากกว่า 70 ประเทศด้วยคำสัญญาลวงว่าจะได้งานรายได้สูงในประเทศไทย แล้วจึงขนย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ปฏิบัติการเหล่านั้นตั้งอยู่
เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2025 มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น รายงานระบุว่ากองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธในเมียนมาได้ปล่อยตัวบุคคลราว 7,000 คนออกจากศูนย์สแกมตามแนวชายแดนไทย
ตัวเลขนี้ต้องอ่านให้ตรง เพราะเป็นการปล่อยตัวโดยกองกำลังในเมียนมา ไม่ใช่การช่วยเหลือโดยฝ่ายไทย และรายงานใช้คำว่ารวมถึงผู้เสียหายจากการบังคับให้ก่ออาชญากรรม ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ทุกคนในจำนวนนั้นเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
ส่วนตัวเลขของฝ่ายไทยคือ รัฐบาลไทยส่งกลับผู้เสียหายชาวต่างชาติราว 6,258 คนทั่วประเทศ โดยประสานงานและใช้ค่าใช้จ่ายของสถานทูตประเทศต้นทางหรือภาคประชาสังคม ตลอดรอบรายงาน
ในเดือนเดียวกันนั้น ทางการไทยได้ตัดกระแสไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และการส่งออกเชื้อเพลิงไปยังห้าพื้นที่ตามแนวชายแดนเมียนมาที่ทราบว่าส่งกำลังบำรุงให้ศูนย์สแกมบางแห่ง และเพิ่มความเข้มงวดด้านความมั่นคงชายแดนที่แม่สอด
รายงานระบุว่ามาตรการเหล่านี้อาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานของศูนย์ และมีส่วนทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้ดำเนินการศูนย์ในเมียนมาจนนำไปสู่การปล่อยตัวผู้เสียหายบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมรายงานว่าศูนย์สแกมยังคงดำเนินการและขยายตัวต่อไปในพื้นที่ดังกล่าวหลังมาตรการเหล่านี้
ที่มา: https://www.state.gov/reports/2025-trafficking-in-persons-report/thailand
ข้อเท็จจริงที่หนักที่สุดของเรื่องนี้
รายงานฉบับเดียวกันบันทึกไว้ว่า เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2025 สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งกลับคนไทย 119 คน ซึ่งหลบหนีออกมาหรือได้รับการปล่อยตัวจากปฏิบัติการสแกมออนไลน์ในกัมพูชา
และในประโยคเดียวกันนั้นเอง รายงานระบุต่อว่า สุดท้ายแล้วมีการตั้งข้อหาฉ้อโกงและความผิดในลักษณะเดียวกันกับคนเหล่านั้น 100 คน
รายงานยังอธิบายด้วยว่าเหตุใดการคัดกรองจึงล้มเหลวในช่วงเวลานั้น โดยระบุว่าเนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและจำนวนคนที่รอข้ามพรมแดนเข้าประเทศไทยเพื่อกลับประเทศบ้านเกิด ทางการไทยจึงไม่สามารถใช้กลไกการส่งต่อระดับชาติได้อย่างเต็มรูปแบบ และได้ใช้ขั้นตอนปฏิบัติแบบย่อที่ให้ความสำคัญกับการส่งกลับอย่างรวดเร็ว
รายงานระบุต่อว่า ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการเร่งรัดดังกล่าวมักจัดกลุ่มบุคคลตามสัญชาติ และทางการมักกำหนดให้ทั้งกลุ่มเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือเป็นผู้กระทำผิดไปทั้งกลุ่ม
รายงานยังบันทึกด้วยว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนขาดความเข้าใจเรื่องแรงงานบังคับในปฏิบัติการสแกมออนไลน์ และระบุว่าผู้ที่ถูกแสวงประโยชน์ในลักษณะดังกล่าวไม่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้ ทั้งที่มีรายงานอย่างกว้างขวางบ่งชี้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ถูกชักชวนไปทำงานในปฏิบัติการเหล่านี้เผชิญสภาพที่บ่งชี้ถึงการใช้แรงงานบังคับ
ที่มา: https://www.state.gov/reports/2025-trafficking-in-persons-report/thailand
หลังออกมาแล้วเกิดอะไรขึ้น
รายงาน OHCHR ปี ค.ศ. 2026 บันทึกว่า ผู้เสียหายส่วนใหญ่ที่สามารถออกจากศูนย์ได้ ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการคัดกรองและระบุตัวผู้เสียหายที่มีประสิทธิผลและคำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจ ผลคือผู้เสียหายบรรยายว่าถูกตำรวจจับกุมและถูกกักตัวตามกฎหมายคนเข้าเมืองทันทีหลังได้รับการปล่อยตัว เป็นระยะเวลาตั้งแต่หลายวันไปจนถึงหลายเดือน
เฉพาะในประเทศไทย รายงานระบุว่าองค์กรภาคประชาสังคมรายงานว่าได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายราว 34 คนที่ถูกจับกุมและควบคุมตัว บางรายนานเป็นปี ในข้อหาทางอาญาภายหลังได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์สแกม
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025 ศาลจังหวัดเชียงรายได้ยกฟ้องผู้เสียหายแปดคนจากข้อหาต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการกักขังหน่วงเหนี่ยว
รายงานยังบันทึกด้วยว่า บางส่วนสามารถเข้าถึงการคัดกรองในประเทศไทยผ่านกลไกการส่งต่อระดับชาติ และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ซึ่งทำให้บทลงโทษทางกฎหมายคนเข้าเมืองถูกยกเลิกไป
แต่แม้แต่ผู้ที่ได้รับการระบุว่าเป็นผู้ถูกค้ามนุษย์แล้ว ก็มักถูกปล่อยให้จัดการและออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับบ้านด้วยตนเอง โดยไม่ได้รับค่าชดเชยหรือความช่วยเหลือ
ที่มา: https://www.ohchr.org/sites/default/files/documents/issues/trafficking/report-a-wicked-problem.pdf
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
ข้อแรก จุดที่ชี้ขาดชะตากรรมของคนคนหนึ่งในเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ศูนย์สแกม แต่อยู่ที่โต๊ะคัดกรองหลังจากออกมาแล้ว คนสองคนที่ผ่านประสบการณ์เหมือนกันทุกอย่าง อาจจบลงต่างกันสิ้นเชิงเพียงเพราะกระบวนการคัดกรองในวันนั้นทำได้ละเอียดแค่ไหน
ข้อที่สอง เมื่อคนออกมาพร้อมกันจำนวนมาก คุณภาพการคัดกรองจะตกลงทันที ซึ่งรายงานบันทึกไว้ตรง ๆ ว่าเกิดขึ้นจริงเมื่อกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2025 นี่จึงเป็นปัญหาเรื่องกำลังคนและงบประมาณพอ ๆ กับเรื่องความรู้ ถ้าคาดหมายได้ว่าจะมีการปล่อยตัวครั้งใหญ่อีก การเตรียมกำลังคัดกรองไว้ล่วงหน้าคือมาตรการที่ตรงจุดที่สุด
ข้อที่สาม การจัดกลุ่มตามสัญชาติแล้วตัดสินทั้งกลุ่มพร้อมกัน เป็นวิธีที่เร็ว แต่ทำให้ตัดสินผิดตัวได้ง่ายมาก เพราะสถานะของแต่ละคนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะตัว ว่าถูกหลอกอย่างไร ถูกกักอย่างไร และขอออกแล้วถูกปฏิเสธหรือไม่
ข้อที่สี่ ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่หน้างานคือตัวแปรที่แก้ได้ด้วยการฝึกอบรม รายงานบันทึกว่ามีเจ้าหน้าที่บางส่วนเชื่อว่าคนที่ทำงานสแกมไม่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้ ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายที่ว่าความยินยอมไม่มีผลเมื่อครบองค์ประกอบของการค้ามนุษย์แล้ว
ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของคนทั่วไป ประกาศรับสมัครงานที่เสนอเงินเดือนสูงผิดปกติ พร้อมที่พักและอาหารฟรี ในตำแหน่งที่ไม่ต้องใช้ประสบการณ์ และเร่งให้ตัดสินใจเร็ว คือรูปแบบที่รายงานระบุไว้ตรงกัน การตรวจสอบให้แน่ใจว่านายจ้างมีตัวตนจริงและสถานที่ทำงานอยู่ที่ใดก่อนเดินทาง คือด่านป้องกันที่ถูกที่สุดและได้ผลที่สุด
อ้างอิง
Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights. (2023). Online scam operations and trafficking into forced criminality in Southeast Asia: Recommendations for a human rights response. https://bangkok.ohchr.org/sites/default/files/documents/2025-01/online-scam-operations-2582023.pdf
Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights. (2026). A wicked problem: Seeking human rights-based solutions to trafficking into cyber scam operations in South-East Asia. https://www.ohchr.org/sites/default/files/documents/issues/trafficking/report-a-wicked-problem.pdf
U.S. Department of State. (2025). 2025 trafficking in persons report: Thailand. https://www.state.gov/reports/2025-trafficking-in-persons-report/thailand
ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com
ติดต่อ info@crimesci.com
#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly
#วิทยาการอาชญากรรม #ค้ามนุษย์ #ศูนย์สแกม #ForcedCriminality







