Crime Science Weekly | EP.22 | AI เขียนข้อความหลอกลวงได้เนียนขึ้นจริง แต่หลอกได้ผลกว่าเดิมหรือเปล่า

สิงหาคม 2, 2026

AI เขียนข้อความหลอกลวงได้เนียนขึ้นจริง แต่หลอกได้ผลกว่าเดิมหรือเปล่า

ที่ผ่านมาคำแนะนำที่คนไทยได้ยินบ่อยที่สุดเวลาเจอข้อความน่าสงสัยคือ ให้ดูว่าสะกดผิดไหม ภาษาแปลก ๆ หรือเปล่า

คำแนะนำนั้นเคยใช้ได้ผลดี เพราะคนที่ส่งข้อความหลอกลวงจำนวนมากไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ข้อความจึงมีร่องรอยให้จับได้

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือปัจจุบันมีเครื่องมือที่เขียนภาษาไทยได้ลื่นไหลโดยไม่ต้องรู้ภาษาไทยเลย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC เผยแพร่รายงานเรื่องนี้เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2025 ระบุว่าชุดเครื่องมือสำหรับทำฟิชชิงที่ขายกันเป็นบริการ กำลังผนวกโมดูลปัญญาประดิษฐ์เข้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างเนื้อหาฟิชชิงที่ปรับให้เข้ากับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ

รายงานระบุว่า แทนที่จะต้องพึ่งแม่แบบข้อความที่ดูกลาง ๆ หรือเขียนมาไม่ดี ผู้ก่ออาชญากรรมสามารถสั่งให้โมเดลภาษาสร้างข้อความที่น่าเชื่อและฟังดูเป็นมืออาชีพ ซึ่งเลียนแบบการติดต่อสื่อสารจริงจากธนาคาร หน่วยงานรัฐ หรือแพลตฟอร์มการค้าได้

"เมื่อข้อความไม่มีที่ผิดให้จับ คำแนะนำที่ให้ดูคำสะกดก็หมดประโยชน์ไปโดยปริยาย"

รายงานยังระบุด้วยว่า หลักฐานจากศูนย์สแกมที่ดำเนินการอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ว่ามีการใช้โมเดลภาษาเพื่อสนทนากับเหยื่อในหลายภาษาอย่างจริงจัง โดยกลุ่มอาชญากรรมมีรายงานว่าใช้สคริปต์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถสนทนาหลายภาษาพร้อมกันได้ ซึ่งเป็นงานที่แต่ก่อนต้องใช้ทีมงานที่ผ่านการฝึกและพูดได้หลายภาษา

และเพื่อปกปิดต้นทางของปฏิบัติการ เครื่องมือบางตัวถึงขั้นตรวจจับและระงับผลลัพธ์ที่เป็นภาษาที่ไม่ต้องการโดยอัตโนมัติ เช่นทำให้ข้อความภาษาจีนไม่ปรากฏขึ้นในการหลอกลวงที่มีเป้าหมายเป็นผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาจีน

สำหรับคนไทยโดยตรง รายงานระบุว่าเครื่องมือเหล่านี้ทำให้ผู้ปฏิบัติงานที่พูดภาษาอังกฤษสามารถทำฟิชชิงกับเหยื่อเป็นภาษาไทย ภาษาเวียดนาม หรือภาษาญี่ปุ่นได้อย่างน่าเชื่อ

 

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2025/UNODC_Report_Emerging_threats_-_The_intersection_of_criminal_and_technological_innovation_in_the_use_of_automation_and_AI.pdf

 

หลักฐานจากฝั่งผู้พัฒนาเอง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การคาดเดา คือบริษัทผู้พัฒนาโมเดลเองก็เผยแพร่รายงานว่าตรวจพบและปิดบัญชีที่ถูกใช้ในปฏิบัติการหลอกลวง

รายงานของ OpenAI ฉบับเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 ระบุว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ขัดขวางเครือข่ายหลอกลวงที่มีแนวโน้มว่ามีต้นทางจากกัมพูชา เมียนมา และไนจีเรีย

ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดของรายงานคือ ปฏิบัติการหลอกลวงทั้งหมดที่บริษัทระบุตัวและปิดบัญชีได้ในปีนั้น ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสำหรับขยายขนาดและเพิ่มประสิทธิภาพเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปคือใช้แปลภาษา ใช้เขียนข้อความ และใช้สร้างเนื้อหาสำหรับสื่อสังคมออนไลน์

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ ปฏิบัติการหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มสูงว่ามีต้นทางจากกัมพูชา ใช้โมเดลสร้างประวัติโดยละเอียดของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนปลอม และของพนักงานสมมติของบริษัทเทรดที่ไม่มีอยู่จริง จากนั้นจึงให้โมเดลเขียนข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ด้วยน้ำเสียงของตัวละครเหล่านั้น

และบ่อยครั้ง ผู้ก่อเหตุจะนำข้อความที่ดูเหมือนได้รับมาจากเป้าหมายป้อนกลับเข้าไปในโมเดล แล้วขอให้โมเดลสนทนาต่อในบทบาทของตัวละครปลอมนั้น

อีกกรณีหนึ่ง บริษัทปิดบัญชีของศูนย์สแกมซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าตั้งอยู่ในเมียนมา ที่ใช้โมเดลทั้งสร้างเนื้อหาสำหรับแผนหลอกลวง และจัดการงานประจำวันของธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการจัดตารางงาน ร่างประกาศภายใน จัดสรรโต๊ะทำงานและที่พักในหอพัก และจัดการบัญชีการเงิน โดยรายงานระบุว่าผู้ปฏิบัติงานบางคนถามโมเดลด้วยว่าคนที่ถูกจับได้ว่าทำการหลอกลวงออนไลน์มีโทษทางอาญาอย่างไร

รายละเอียดที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนที่พยายามสังเกตข้อความคือ รายงานระบุว่าปฏิบัติการหลอกลวงที่มีแนวโน้มว่ามีต้นทางจากกัมพูชา สั่งให้โมเดลลบเครื่องหมายขีดยาวออกจากผลลัพธ์

เครื่องหมายขีดยาวเป็นสัญลักษณ์ที่คนใช้สังเกตว่าข้อความอาจเขียนโดยปัญญาประดิษฐ์ การที่ผู้ก่อเหตุสั่งลบมันออก แสดงว่าสัญญาณที่คนใช้จับผิดกำลังถูกไล่ปิดทีละอย่าง

ที่มา: https://cdn.openai.com/threat-intelligence-reports/7d662b68-952f-4dfd-a2f2-fe55b041cc4a/disrupting-malicious-uses-of-ai-october-2025.pdf

คำถามที่สำคัญที่สุด แล้วมันหลอกได้ผลกว่าเดิมจริงไหม

ความเชื่อที่แพร่หลายคือ เมื่อ AI เขียนข้อความได้เนียนขึ้น การหลอกลวงก็ต้องได้ผลมากขึ้นตามไปด้วย

ความเชื่อนี้ฟังดูมีเหตุผล แต่เมื่อมีคนลงมือทดลองวัดจริง ผลกลับไม่เป็นอย่างนั้น

งานทดลองภาคสนามของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคนิคเบอร์ลินและสถาบันร่วม ส่งอีเมลฟิชชิงจริงไปยังผู้รับ 7,741 คน แล้ววัดว่ามีคนกดลิงก์กี่เปอร์เซ็นต์ในแต่ละแบบ

ผลออกมาดังนี้ อีเมลแบบหว่านที่ไม่เจาะจงตัวบุคคล มีอัตราการกดอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ส่วนอีเมลที่ปรับให้เข้ากับตัวบุคคลโดยอัตโนมัติด้วยโมเดลภาษา มีอัตราการกดเฉลี่ยร้อยละ 10.0

แต่อีเมลที่เจาะจงตัวบุคคลซึ่งเขียนโดยมนุษย์ มีอัตราการกดสูงที่สุดที่ร้อยละ 24.2 ซึ่งสูงกว่าฉบับที่โมเดลภาษาเขียน 2.4 เท่า และความต่างนี้มีนัยสำคัญทางสถิติ

เมื่อเทียบแบบต่อแบบในระดับการเจาะจงเท่ากัน ผลยิ่งชัด อีเมลแบบหว่านที่เขียนโดยโมเดลภาษามีอัตราการกดร้อยละ 3.7 ขณะที่อีเมลแบบหว่านที่เขียนโดยมนุษย์อยู่ที่ร้อยละ 4.1 นั่นคือฝั่งที่โมเดลเขียนทำได้ต่ำกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ

ผู้วิจัยระบุว่าผลนี้สอดคล้องกันไม่ว่าอีเมลแบบหว่านนั้นจะเขียนโดยมนุษย์หรือสร้างโดยโมเดลภาษาก็ตาม

แล้วอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปจริง คำตอบอยู่ที่ต้นทุน ผู้วิจัยระบุว่าต้นทุนการปรับข้อความให้เข้ากับตัวบุคคลด้วยโมเดลภาษานั้นน้อยมาก อยู่ที่ 0.03 ดอลลาร์ต่ออีเมลหนึ่งฉบับ และใช้งบเพียง 150 ดอลลาร์ก็ส่งอีเมลที่ปรับเฉพาะบุคคลถึงผู้ใช้ทั้ง 3,310 คนที่มีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะได้

พูดง่าย ๆ คือ AI ไม่ได้ทำให้ข้อความหลอกเก่งขึ้น แต่ทำให้การหลอกแบบเจาะจงตัวบุคคล ซึ่งเดิมต้องใช้คนนั่งค้นข้อมูลและเขียนทีละฉบับ กลายเป็นสิ่งที่ทำกับคนหลายพันคนพร้อมกันได้ในราคาค่ากาแฟไม่กี่แก้ว

ที่มา: https://mlsec.tu-berlin.de/docs/2026-sec.pdf



สิ่งที่ AI ยังทำแทนคนไม่ได้

รายงานของ UNODC มีย่อหน้าหนึ่งที่มักไม่ถูกนำไปเล่าต่อ แต่สำคัญมากในการทำความเข้าใจว่าเรื่องนี้จะไปทางไหน

รายงานระบุว่าการพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำให้บทบาทของผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้ก่ออาชญากรรมหมดไป ศูนย์สแกมยังคงชักชวนหรือบังคับบุคคลที่มีทักษะทางภาษาเฉพาะอยู่ต่อไป

เหตุผลที่รายงานให้ไว้มีสองข้อ ข้อแรกคือข้อจำกัดของโมเดลภาษาในการรักษาความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ข้อที่สองคือกลุ่มอาชญากรรมยังนิยมการปฏิสัมพันธ์โดยมนุษย์โดยตรงในจุดที่การโน้มน้าวใจเป็นเรื่องสำคัญ

ข้อค้นพบนี้ตรงกับผลการทดลองในหัวข้อก่อนหน้าพอดี คือเมื่อถึงขั้นที่ต้องโน้มน้าวใจกันจริง มนุษย์ยังทำได้ดีกว่า

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2025/UNODC_Report_Emerging_threats_-_The_intersection_of_criminal_and_technological_innovation_in_the_use_of_automation_and_AI.pdf

 

กรณีในประเทศไทย

รายงานของ UNODC บันทึกคดีในประเทศไทยไว้ด้วย โดยระบุแหล่งข้อมูลว่ามาจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

รายงานระบุว่าในช่วงปลาย ค.ศ. 2024 ถึงต้น ค.ศ. 2025 ทางการไทยและกัมพูชาได้ทลายเครือข่ายหลอกลวงขนาดใหญ่สองเครือข่ายที่ใช้เทคโนโลยีดีปเฟกซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

คดีแรกเป็นการจับกุมคนไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริหารเครือข่ายที่หนุนหลังโดยกลุ่มอาชญากรรมชาวจีน โดยผสมการหลอกลวงเชิงความสัมพันธ์เข้ากับการหลอกลงทุน

วิธีการคือใช้การสนทนาทางวิดีโอที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีใบหน้าสังเคราะห์ที่ขยับได้ตามเวลาจริงและขยับปากตรงกับเสียงพูด เพื่อสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อในประเทศไทย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา แล้วจึงชักนำให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอมที่แสดงผลตอบแทนทางการเงินซึ่งกุขึ้น

รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัย 20 คนใน 11 จังหวัด และยึดหลักฐานดิจิทัลซึ่งรวมถึงแดชบอร์ดสำหรับบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าแบบอัตโนมัติ อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ติดตั้งสคริปต์หลอกลวงไว้ล่วงหน้า และหน้าตาแอปพลิเคชันปลอม

คดีที่สองเป็นการจับกุมคนไทยที่ดำเนินการศูนย์สแกมในปอยเปต ประเทศกัมพูชา ในข้อหาใช้การโคลนเสียงด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดีปเฟกวิดีโอตามเวลาจริง เพื่อปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานทางการเงิน

เครื่องมือที่ใช้ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถซ้อนภาพใบหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจตัวจริง ซึ่งดึงมาจากแหล่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ทับลงบนใบหน้าของตนเองในระหว่างการสนทนาทางวิดีโอสด

ที่มา: https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2025/UNODC_Report_Emerging_threats_-_The_intersection_of_criminal_and_technological_innovation_in_the_use_of_automation_and_AI.pdf

 

วิธีที่ตำรวจไทยแนะนำ

เมื่อสัญญาณเรื่องคำสะกดใช้ไม่ได้แล้ว และเสียงกับใบหน้าก็ปลอมได้ คำถามคือแล้วประชาชนจะป้องกันตัวอย่างไร

พันตำรวจเอกเนติ วงศ์กุลลาภ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้ข้อมูลกับ Thai PBS Verify ว่ากลวิธีหนึ่งที่คนร้ายใช้ในปี 2568 คือการปลอมเสียงด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งใช้กันมาหลายเดือนแล้ว

รูปแบบที่ใช้คือ คนร้ายมักเริ่มด้วยการอ้างว่าเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ แล้วขอให้เหยื่อลบเบอร์เดิมทิ้งและบันทึกเบอร์ใหม่ที่คนร้ายใช้โทรมา จากนั้นจะพูดคุยเรื่องทั่วไป และมักวางสายก่อน แล้วรออีกหนึ่งถึงสองวันจึงโทรมาครั้งที่สอง

ความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท หรือมากกว่านั้นหากคนร้ายทำสำเร็จ

คำแนะนำที่ให้ไว้เรียบง่ายมาก คือให้วางสายจากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยนั้นทันทีอย่างสุภาพ แม้ผู้โทรจะอ้างว่าเป็นลูก เป็นญาติ หรือเป็นคนที่เรารู้จักก็ตาม จากนั้นให้โทรกลับด้วยเบอร์เดิมที่บันทึกไว้อยู่แล้ว แล้วถามว่าเมื่อครู่ได้โทรมาหรือไม่

ที่มา: https://www.thaipbs.or.th/verify/en/article/content/8455

 

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

ข้อแรก คำแนะนำเรื่องให้สังเกตคำสะกดผิดควรถูกปลดระวางได้แล้ว เพราะเครื่องมือปัจจุบันเขียนภาษาไทยได้ลื่นไหลโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องรู้ภาษาไทย และการยึดสัญญาณนี้ต่อไปอาจทำให้คนที่ระวังตัวอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัยเกินจริง

ข้อที่สอง อย่าเปลี่ยนไปยึดสัญญาณใหม่ที่จับจากตัวข้อความแทน เพราะรายงานของ OpenAI แสดงให้เห็นแล้วว่าเมื่อสัญญาณใดถูกเผยแพร่ว่าใช้จับ AI ได้ ผู้ก่อเหตุก็สั่งให้โมเดลเลี่ยงสัญญาณนั้น สัญญาณจากตัวข้อความจึงมีอายุสั้นเสมอ

ข้อที่สาม สิ่งที่ยังใช้ได้และจะใช้ได้ต่อไปคือการตรวจสอบผ่านช่องทางที่เรารู้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ตำรวจไทยแนะนำพอดี คือไม่ตอบกลับในช่องทางที่คนร้ายเลือกมาให้ แต่กลับไปใช้ช่องทางเดิมที่เรามีอยู่ วิธีนี้ทำงานได้แม้เสียงและใบหน้าจะถูกปลอมได้สมบูรณ์แบบ เพราะมันไม่ได้อาศัยการตัดสินว่าอะไรจริงอะไรปลอม

ข้อที่สี่ ในแง่นโยบาย สิ่งที่ AI เปลี่ยนคือขนาดและต้นทุน ไม่ใช่ความสามารถในการโน้มน้าวใจ ตัวเลข 0.03 ดอลลาร์ต่อข้อความหนึ่งฉบับหมายความว่าการหลอกแบบเจาะจงตัวบุคคลไม่ใช่ของแพงอีกต่อไป การป้องกันจึงต้องเตรียมรับปริมาณที่มากขึ้นมาก ไม่ใช่เตรียมรับข้อความที่หลอกเก่งขึ้น

ข้อสุดท้าย เรื่องนี้เชื่อมกลับไปที่เรื่องคน รายงานของ UNODC ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำให้ความต้องการคนในศูนย์สแกมหมดไป เพราะเมื่อถึงจุดที่ต้องโน้มน้าวใจจริง กลุ่มอาชญากรรมยังเลือกใช้คน ซึ่งแปลว่าการค้ามนุษย์เพื่อป้อนศูนย์เหล่านั้นก็จะยังไม่หมดไปเช่นกัน

อ้างอิง

Czybik, S., Kouam, A., Heubl, S., Nold, D., & Rieck, K. (2026). A large-scale study of personalized phishing using large language models. Technische Universität Berlin. https://mlsec.tu-berlin.de/docs/2026-sec.pdf

OpenAI. (2025). Disrupting malicious uses of AI: An update, October 2025https://cdn.openai.com/threat-intelligence-reports/7d662b68-952f-4dfd-a2f2-fe55b041cc4a/disrupting-malicious-uses-of-ai-october-2025.pdf

Thai PBS Verify. (2026, January 19). AI clone and deepfake: Beware of 2026 new scam tactics as voices and faces of your family may not be realhttps://www.thaipbs.or.th/verify/en/article/content/8455

United Nations Office on Drugs and Crime. (2025). Emerging threats: The intersection of criminal and technological innovation in the use of automation and AIhttps://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2025/UNODC_Report_Emerging_threats_-_The_intersection_of_criminal_and_technological_innovation_in_the_use_of_automation_and_AI.pdf

ความรู้ที่ดีไม่ควรอยู่แค่ในห้องสมุด แต่ควรถูกใช้เพื่อสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ติดตามเราได้ที่ www.crimesci.com

ติดต่อ info@crimesci.com

#HubofKnowledge #CenterforCrimeScience #CrimeScienceWeekly

#วิทยาการอาชญากรรม #AI #อาชญากรรมออนไลน์ #Deepfake